ข่าว

ไทยตั้งโต๊ะขาย“คาร์บอนเครดิต”วงถกโลกร้อน

ไทยตั้งโต๊ะขาย“คาร์บอนเครดิต”วงถกโลกร้อน

19 เม.ย. 2553

ไทยตั้งโต๊ะขาย “ คาร์บอนเครดิต ” วงประชุมโลกร้อนครั้งแรกในโลก ชี้ผู้ร่วมถก3 พันคนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ พร้อมยื่นมือช่วยการบินไทยซื้อเครดิตเอกชน ก่อนบินเข้าน่านฟ้ายุโรป 2555 ส่วนสส.เตรียมรณรงค์วันคุ้มครองโลกถึงวันสิ่งแวดล้อมโลก ชวนคนไทยลดรับถุงพลา

                นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก. ) องค์การมหาชน   กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   เปิดเผยว่า     ขณะนี้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ทวีความรุน แรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในวงกว้าง โดยเฉพาะภายหลังการประชุมโลกร้อนที่กรุงโคเปน เฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ในช่วงเดือนธ.ค. 2552 มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดอุณหภูมิในบรรยากาศโลก  

 เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ได้คาดการณ์ว่าหากยังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้น 1.04-6.5 องศาเซลเซียส ในส่วนของไทย   อบก.เตรียมจัดประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่องประเทศไทยกับภูมิอากาศโลก ครั้งที่ 1: ความเสี่ยงระดับชาติ โอกาสและความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงของโลก ( Climate Thailand Conference 2010 ) ระหว่างวันที่ 19-21 ส.ค.นี้ ที่เมืองทองธานี ถือเป็นการประชุมระดับชาติครั้งแรกของโลก ที่จะมีนักวิชาการ นักวิจัย รวมทั้งภาคธุรกิจ เอกชนที่เกี่ยวข้องกับโลกร้อนทั้งชาวไทย และต่างประเทศกว่า 3 , 000 คนมาร่วมประชุม และนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาด้านโลกร้อน ครอบคลุมด้าน ภูมิอากาศวิทยา การลดก๊าซเรือนกระจก ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอื่นๆ

  “ ไฮไลต์ครั้งนี้คือเป็นการประชุมครั้งแรกของโลกที่ให้ผู้เข้าร่วมทุกคนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก โดยการ วัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้เข้าประชุมที่ลงทะเบียนทุกๆ คน เพื่อนำไปขายคาร์บอนเครดิตให้กับบริษัทเซาท์โพลล์ โดยมีบริษัททัฟนอร์ท เป็นผู้ทำการประเมินให้   ซึ่งวิธีการคำนวณจะเริ่มต้นตั้งแต่การเดินทางออกจากบ้าน ว่าใช้พาหนะใด เช่น รถยนต์ เครื่อง บิน หรือรถโดยสารสาธารณะ อาหารเช้าที่บริโภคก่อนมา เสื้อ ผ้าที่สวมใส่   อาหารกลางวันในการประชุมทุกมื้อ   ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งงเอก สารกระดาษจะมีน้อยที่สุด เพราะจะนำข้อมูลใส่ในทัมไดฟ์ที่ออกแบบเป็นสายรัดข้อมือ เป็นต้น ทั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนว่าไทยมีมาตรการเชิงรุก ในการการลดก๊าซเรือนกระจกแบบภาคสมัครใจ ซึ่งที่ผ่านมาก็นำร่องไปแล้วหลายโครงการ ” นายศิริธัญญ์ ระบุ

 ผู้อำนวยการอบก.   กล่าวอีกว่า    นอกจากนี้จะมีการหามาตรการ ตั้งรับเงื่อนไขจากมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกแบบรายสาขาการผลิต ที่กำลังจะออกมาภายใต้พิธีสารเกียวโตฉบับใหม่ และจะส่งผลกระทบโดยตรง อาทิ ธุรกิจการบิน การเดินเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เป็นต้น โดยเฉพาะบริษัทการบินไทย ได้รับผลกระทบมากสุดจากเงื่อนไขที่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมบังคับให้ทุกสายการบินต้องลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2555 ล่าสุดการบินไทยได้เตรียมซื้อคาร์บอนเครดิตจากภาคเอกชนของไทย   และการทำโครงการปลูกป่า   เพื่อแลกกับปริมาณคาร์บอนจากสายการบินที่ปล่อยออกมาถึง   3.8 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี รวมทั้งยังได้เริ่มติดฉลากคาร์บอนฟรุตปริ้นใน 2 เมนูอาหารที่เสริฟท์บนเครื่องระหว่างประเทศแล้วคือ เมนูแกงเขียว หวานไก่ และมัสมันไก่ อีกด้วย

  “  มาตรการที่ไทยดำเนินการไปแล้ว ค่อนข้างมีผลตอบรับที่ดี โดยเฉพาะการรับรอง โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (ซีดีเอ็ม) ให้กับภาคเอกชนไปแล้ว 107 รายคิดเป็นก๊าซ 6.59 ล้านตันคาร์บอน ไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และในจำนวนนี้มี 35 โครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับสหประชาชาติแล้ว คิดเป็นก๊าซ   2 ล้านตันคาร์บอนฯต่อปี และยังมีอีก 160 โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบของอบก. โดยมีโครงการหลากหลายขึ้น ทั้งโครงการลดก๊าซไนตรัสออกไซด์ โครงการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำขนาดเล็ก รวมทั้งโครงการประเภทประหยัดพลังงาน ซึ่งช่วยให้ลดการใช้พลังงานได้ถึง 960 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นไฟฟ้าเพิ่มใน 600 , 000 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้ผลิตเสื้อผ้าคูลโหมด เพื่อรองรับพฤติกรรมในการปรับแอร์ลดลงอีก 1 องศาฯ เป็นต้น ” นายศิริธัญญ์ กล่าว

  ส่วนนางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กล่าวว่า หลังจากสส.ได้จัดโครงการรณรงค์ 45 วันลดการใช้ถุงพลาสติกร่วมกับร้านสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้ารวม 14 เครือข่ายพบว่าในช่วงดังกล่าวสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากถึง 4.43 ล้านใบ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง สส.จะร่วม กับเครือข่ายเดิมเริ่มโครงการนี้อีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 22 เม.ย. ซึ่งเป็นวันคุ้มครองโลกไปจนถึงวันที่ 5 มิ.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกที่ปีนี้มีแคมเปญว่า “No Plastic Bag Day” ดังนั้นจึงตั้งเป้าว่าจะลดการใช้ถุงพลาสติกเพิ่มเป็น 2 เท่าหรือประมาณ 8 ล้านใบ ทั้งนี้ได้รับข้อมูลว่าร้านสะดวกซื้อหลายแห่งจะเริ่มนำถุงพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้มาทดลองใช้ในวันคุ้มครองโลก เป็นวันแรกด้วย