
ชายวัย40เข้าชกต่อยกับเสื้อแดงหน้าสวนลุมพินี
ชายวัย 40 ด่าทอชกต่อยเสื้อแดงหน้าสวนลุมพินี ก่อนวิ่งหลบอาคารกีฬาศูนย์เยาวชนฯ การ์ดนปช.เชื่อเป็นกลลวง "เทพไท"ยันรัฐบาลไม่ได้สองมาตรฐาน 5 เหตุผลการันตีม็อบหลากสีไร้เจตนาฝ่าฝืนกฏหมาย สามารถสู้คดีได้ 24 ส.ว.ส่งจม.เปิดผนึกเรียกร้อง มาร์คใช้เวทีรัฐสภาหาทางอ
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 เม.ย. ได้มีชายฉกรรจ์ อายุประมาณ 40 ปีเศษ สวมเสื้อยือคอกรมสีขาว กางเกงยีนสีน้ำเงิน ได้วิ่งข้ามถนนจากหน้าโรงแรมดุสิต ตรงมาที่บริเวณหน้าสวนลุมพินี ซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อแดงปักหลักอยู่ พร้อมทั้งด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ทำให้คนเสื้อแดงรุมเข้าทำร้ายจึงมีการชกต่อยกันอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อชายคนดังกล่าวเห็นว่า เสื้อแดงเริ่มมาสมทบกันมากขึ้น จึงรีบวิ่งมาอยู่บริเวณเกาะกลางถนนซึ่งคนเสื้อแดงก็ไม่ได้วิ่งตามมาแต่อย่างใด เพราะกลัวว่า จะถูกล่อให้ออกจากที่ชุมนุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นไม่นานชายคนดังกล่าวได้ข้ามถนนกลับไปที่หน้าสวมลุมพินีอีกและเดินเข้าไปในบริเวณสวนลุม ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งตามเข้าไป ชายคนดังกล่าวจึงรีบวิ่งเข้าภายในภายอาคารกีฬาภายในศูนย์เยาวชนลุมพินี ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งกองกำลังรักษาการอยู่ เมื่อคนเสื้อแดงเห็นดังนั้นจึงได้ต่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ทำไมถึงยอมให้ชายคนดังกล่าวเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น จากนั้น การ์ดนปช.ได้วิ่งเข้าไปเรียกให้กลุ่มคนเสื้อแดงกับเข้าสู่ที่ตั้งโดยระบุว่า อาจเป็นแผนลวงของรัฐบาลที่ต้องการจะจับคนเสื้อแดง
"เทพไท"ยก5เหตุผลการันตีม็อบหลากสีไร้เจตนาฝ่าฝืนกฏหมาย
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่แกนนำนปช.ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อหลากสีฝ่าฝืนพรบ.ความมั่นคงและพรก.บริหารในสถานการณ์ฉุกเฉินและแกนนำนปช.ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อหลากสีด้วยมาตรฐานเดียวกับกลุ่มนปช.ว่า ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยใช้สองมาตรฐานในเรื่องดังกล่าวแต่ม็อบคนเสื้อหลากสีและม็อบเสื้อแดงมาชุมนุมมีสาระต่างกันห้าประเด็นคือ
1. เจตนาการชุมนุมพบว่ากลุ่มคนเสื้อแดงขัดขวางการทำงานเพื่อโค่นส้มอำนาจรัฐบาลให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ แต่กลุ่มคนเสื้อหลากสีแสดงออกถึงการให้กำลังใจนายกฯ แสดงออกถึงความรักชาติสนับสนุนรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตย
2. สถานที่ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงใช้สะพานผ่านฟ้าและแยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นสถานที่ต้องห้ามตามประกาศของศอฉ.แต่กลุ่คนเสื้อหลากสีใช้สถานที่ที่ไม่ได้มีในประกาศของศอฉ.
3.การชุมนุมของคนเสื้อแดงแฝงด้วยผู้ก่อการร้ายมีอาวุธแต่กลุ่มคนเสื้อหลากสีชุมนุมด่วยความสงบปราศจากอาวุธ
4.ระยะเวลาในการชุมนุม คนเสื้อแดงชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ทำลายเศรษฐกิจชาติ แต่กลุ่มคนเสื้อหลากสีมีกำหนดเวลาและมีการสลายตัวไป 5.การชุมนุมคนเสื้อแดงใช้เสื้อสีแดงโชว์ธงสีแดง เชิดชูพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาศก.กัมพูชา พร้อมร้องเพลงคิดถึงพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนของแผ่นดินแต่คนเสื้อหลากส เชิดชูชาติศาสนา พระมหากษัตย์ นำพระบรมฉายาลักษณ์มาเชิดชู ชูธงชาติ ธงภปร.สีเหลือง ร้องเพลงพ่อของแผ่นดิน เพลงต้นตระกูลไทย เพลงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี
ดังนั้นการที่แกนนำนปช.จะเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามกม.กับกลุ่มหลากสีเหมือนการปฏิบัติต่อกลุ่มคนเสื้อแดงคงเป็นไปไม่ได้ เพราะการปฏิบัติต่อกม.ต้องดูเจตนาเป็นองค์ประกอบสำคัญ หากไม่มีเจตนาในกม.อาญา สามารถยกเว้นความผิดได้
24สว.ส่งจม.เปิดผนึกเรียกร้องนายกฯใช้เวทีรัฐสภาหาทางออก
เมื่อเวลา 14.00 น.ตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 24 คน นำโดยนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ นางกอบกุล พันธ์เจริญวรกุล นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ร่วมกันแถลงข่าวถึงการยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯเพื่อขอให้นำปัญหาการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้าสู่การแก้ไขโดยกระบวนการรัฐสภา
โดยนายวิชาญ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาส.ว.ได้ติดตามเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลดำเนินการตามลำพังอย่างต่อเนื่องด้วยความเป็นห่วง จนกระทั่งนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวนมาก แต่การชุมนุมก็ยังมีต่อเนื่องและเริ่มขยายตัวจนมีหลายสีมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ แต่กลับมากล่าวโทษว่ามีการก่อการร้ายแฝงตัวเข้ามาร่วมกับผู้ชุมนุม กล่าวหาผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย ว่าเป็นผู้กระทำให้เกิดความสูญเสียยั่วยุปลุกปั่นประชาชนทั่วไปให้เกลียด และเกรงกลัวภัยจากผู้ชุมนุมต่อไป เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของตัวเอง
นายวิชาญ กล่าวอีกว่า ส.ว.ทั้ง 24 คน มีความห่วงใยและกังวลกับวิธีการและมาตรการต่างๆที่รัฐบาลได้ดำเนินการ ทั้งการยั่วยุ โดยอาศัยสื่อของรัฐ การข่มขู่ โดยโฆษกต่างๆ การประกาศใช้พ.ร.บ.รักษาความมั่นคง และวิธีการอื่นที่รัฐบาลเพิ่งคิดและใช้ได้ อันนำไปสู่การเผชิญหน้า ท้าทาย และสุดท้ายอาจนำไปสู่สูญเสียชีวิต หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปภายใต้การยั่วยุ และการเผชิญหน้าเช่นนี้ต่อไปอาจนำไปสู่สภาวะมิคสัญญี ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเป็นภัยทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของชาติได้
นายวิชาญ กล่าวต่อว่า ส.ว.ทั้ง 24 คนขอเรียกร้องให้นายกฯตอบรับการเข้าชี้แจงในที่ประชุมวุฒิสภาตามที่ส.ว.ได้ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 ทันที หรือหากรัฐบาลเห็นว่าจะเป็นประโยชน์มากขึ้น เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาประกอบด้วยส.ส.และส.ว.จะได้ให้คำแนะนำการแก้ไขปัญหาแก่รัฐบาลไปพร้อมๆ กันก็สามารถกระทำได้ โดยรัฐบาลขอเปิดให้มีการอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 โดยทันทีเช่นเดียวกัน เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาร่วมกันเสนอทางออกของสถานการณ์ในปัจจุบันที่ดีที่สุด โดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อไปมากกว่านี้ เพื่อนำพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ให้สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ที่มักอ้างว่าเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภาเสมอมาด้วย
นายวิชาญ กล่าวอีกว่า อย่าคิดว่าประเทศไทยเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลฝ่ายเดียว เพราะยังมีรัฐสภาที่จะช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประเทศด้วย หากไม่ใช้เวทีรัฐสภาให้เกิดประโยชน์ก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมีรัฐสภาอยู่หรือไม่
เมื่อถามว่าการเปิดสภาแต่ละครั้งแทนที่จะหาแนวทางออก แต่กลับมาทะเลาะกันทำให้ประชาชนหมดความคาดหวังกับระบบรัฐสภา นายวิชาญ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 161 หรือ 179 เป็นการเปิดภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว แต่วันนี้เราเรียกร้องขอให้มีการเปิดสภาก่อนที่จะเกิดปัญหาบานปลายไปมากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าจะมาทะเลาะกัน นายกฯควรใช้เวทีนี้ในการชี้แจง เพราะส.ว.ถือเป็นตัวแทนที่ประชาชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรับทราบแนวทางแก้ไขปัญหาของรัฐบาล เพื่อนำไปชี้แจงต่อประชาชนต่อไป
ด้านนางกอบกุล กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์เปราะบางมาก ส.ว.ส่วนใหญ่มีความกังวล ห่วงใยว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายไปมากกว่านี้ เชื่อว่าการเปิดสภาจะเป็นการผ่อนหนักให้เป็นเบา เหตุการณ์ยังไม่เลวร้ายถึงที่สุดที่จะเยียวยาไม่ได้ ดังนั้นควรใช้สภาเพื่อหาทางออกร่วมกัน



