
ยกราชดำเนินเป็นโบราณสถานชุมนุมเสียหายผิดกม.
กทม.สรุปความเสียหายจากม็อบแดงบริเวณแยกผ่านฟ้าฯ-ราชดำเนินกว่า 5 ล้าน ป้อมมหากาฬ ต้องซ่อม ทาสีใหม่ กรมศิลป์พบรอยกระสุนเจาะอนุสาวรีย์ปชต.7-8 จุด
(19เม.ย.) นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ย้ายการชุมนุมออกจากพื้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศและถนนราชดำเนิน กทม. ได้สรุปความเสียหายของทรัพย์สินของทางราชการในส่วนที่สำนักการโยธาดูแล พบว่ามีเสาไฟฟ้า และไฟฟ้าส่องสว่าง ที่ตั้งอยู่ในแนวถนนราชดำเนิน ตั้งแต่ราชดำเนินกลางถึงราชดำเนินนอกได้รับความเสียหาย 200 ต้น รวมมูลค่าความเสียหาย 4 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีถนน ทางเท้า เสียหายระยะทางประมาณ 100 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านบาท ส่วนการดำเนินการเอาผิดฐานทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ตนจะหารือกับฝ่ายกฎหมายก่อนว่าสามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายได้หรือไม่ แต่ส่วนตัวไม่อยากสร้างเรื่องให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่พอใจ อีกทั้งจะต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสรุปมาก่อน ได้แก่ สำนักการโยธา สำนักผังเมือง สำนักสิ่งแวดล้อม เพื่อกำหนดงบประมาณในการซ่อมแซม คาดว่าจะนำงบกลางของ กทม.มาใช้
น.ส.อัญชลี ปัทมาสวรรค์ ผู้อำนวยการสำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยว่า สำนักผังเมือง ได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อรายงานให้นายพรเทพ ในฐานะกำกับดูแลรับทราบ โดยตนได้มอบหมายให้กองจัดรูปที่ดินและปรับปรุงฟื้นฟูเมือง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายบริเวณลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งสำนักดูแลรับผิดชอบ เบื้องต้นมีความเสียหายไม่มากนัก เช่น บันไดแตกหัก เป็นต้น
น.ส.อัญชลี กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การย้ายพื้นที่ชุมนุมไปที่แยกราชประสงค์ สำนักผังเมือง ได้รับผิดชอบถนนสายหลัก 3 สาย ได้แก่ ถนนเพลินจิต ถนนราชดำริ และบริเวณแยกปทุมวัน ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักผังเมืองได้ดำเนินโครงการปรับปรุงทางเท้า ปลูกต้นไม้ และติดตั้ง Street Furniture ต่างๆ ซึ่งขณะนี้คงไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ ต้องรอให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัวก่อน
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับความเสียหายบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ นอกจากพื้นที่ลานพลับพลาเจษฎาบดินทร์แล้ว ยังมีป้อมมหากาฬ ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการสำรวจพบว่าอาจจะต้องเข้าไปทาสีป้อมมหากาฬใหม่ และปรับปรุงซ่อมแซมเล็กน้อย เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าไปใช้พื้นที่บนป้อมมหากาฬด้วย
กรมศิลป์พบรอยกระสุนเจาะอนุสาวรีย์ปชต.7-8 จุด
นายเขมชาติ เทพไชย รองอธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วย นายสุวิช ชมชื่น หัวหน้ากลุ่มอนุรักษ์ จิตกรรมและประติมากรรม สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เดินทางไปสำรวจความเสียหายของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย บริเวณถนนราชดำเนิน หลังเหตุการณ์ปะทะขอพื้นที่คืน ระหว่างกลุ่ม นปช. กับเจ้าหน้าที่ทหาร ภายหลังตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้น นายเขมชาติ เปิดเผยว่า จากการที่กรมศิลปากร ได้รับทราบความเสียหายจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ที่ผ่านมา จึงได้มอบหมายให้สำนักโบราณคดี โดย กลุ่มอนุรักษ์ จิตกรรมและประติมากรรม มาตรวจสอบความเสียหาย ในพื้นที่ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่า มีความเสียหายเล็กน้อย โดยมีร่องรอยกระเทาะปูน 7-8 จุด คล้ายรอยกระสุน รอยของมีดคม และการป้ายทาสี เขียนตัวหนังสือ บริเวณโดยรอบของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
นอกจากนี้ กรมศิลปากร ยังได้สำรวจถึงความเสียหายที่มีมาก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งบริเวณที่เป็นฐานของอนุสาวรีย์ และโครงสร้างทั้งหมด เพราะว่า มีความตั้งใจที่จะทำการบูรณะซ่อมแซมให้มีความสวยงาม เหมือนเดิมทุกประการ ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถใช้เวลาในการสำรวจตรวจสอบอย่างละเอียด ภายในระยะเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นจะทำแผนการบูรณะซ่อมแซม และประเมินความเสียหาย เพื่อของบประมาณในการบูรณะต่อไป
ทั้งนี้หากมีการประเมินงบประมาณที่ไม่มากนัก ก็จะสามารถ ใช้งบประมาณบูรณะฉุกเฉินเร่งด่วนของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้เลย คาดว่าน่าจะอยู่หลักแสนบาทเท่า แต่หากประเมินว่าจะต้องใช้งบประมาณที่มาก จะต้องประสานงานกับ กรุงเทพมหานคร ในการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้บูรณะอีกครั้ง เพราะกรมศิลปากร ได้มอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยให้ทางกทม. ดูแล อย่างไรก็ตามคาดว่าจะสามารถบูรณะซ่อมแซมได้ภายในสิ้นเดือนเม.ย. นี้ และจะแล้วเสร็จภายในเวลา 1 เดือน
“จากการตรวจสอบวันนี้ ยังไม่สามารถประเมินงบประมาณได้ เพราะจะต้องดูรายละเอียดความเสียหาย ว่าวัสดุที่ใช้ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง สำหรับการซ่อมแซมนั้น ผมคิดว่าในส่วนที่เป็นรอยกระสุนที่บริเวณเป็นปูนนั้น ก็จะใช้วัสดุปูนดั้งเดิม ที่ผสมด้วย ปูนซิเมนต์ขาว ผสมทราย และเม็ดกรวด มาใช้ซ่อมแซม และในส่วน ของประตูซึ่งเป็นฐานของพานทองแดงที่ประดิษฐานรัฐธรรมนูญนั้น พบรอยลูกกระสุน และร่องรอยที่เสียหายเดิมอยู่แล้ว ก็จะใช้ ปูน ผสมกับขี้เลื่อย และติดกาวให้แน่นในบริเวณที่โดนลูกระสุน และซ่อมร่องรอยเดิมให้อยู่ในสภาพที่ดีด้วย นอกจากนี้ ในส่วนที่เป็นการเขียนและป้ายสี ก็จะใช้น้ำยาเคมีชนิดพิเศษ ชื่อว่า โทรูอีน มาใช้ลบร่องลอยของสีทั้งหมดและทำความสะอาด ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ “รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม คิดว่าการซ่อมแซมไม่ยาก เพราะมีการเสียหายเป็นจุดๆเท่านั้น แต่การบูรณะครั้งนี้จะต้องทำให้เหมือนเดิมที่สุด เพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงความเป็นประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ตนอยากให้ประชาชนคนไทยเห็นว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้ เป็นของคนไทยทุกคน ในความทรงจำ ดังนั้นจึงจะต้องช่วยกันดูแลรักษาเอาไว้ อย่าให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีงามในการทำลายอนุสรณ์สถานแห่งนี้
นอกจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ วิศวกร นางช่าง สถาปนิกของกรมศิลปากร ไปสำรวจความเสียหายในส่วนต่างๆที่ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้แก่ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ สะพานผ่านพิภพลีลา โบราณสถานป้อมมหากาฬ และกำแพงเมือง ว่ามีการทำลายต่างๆ อย่างไร บ้าง โดยจะมีการบันทึกภาพถ่ายไว้เป็นหลักฐานความเสียหายทั้งหมดด้วย จากนั้นก็จะเขียนเป็นแผนงานการบูรณะต่อไป อย่างไรก็ตาม จะเรื่องการตรวจสอบดังกล่าวเสนอต่อ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม เพื่อรับทราบ และนำเสนอ คณะรัฐมนตรีต่อไป และจะมีการประสานงานไปยังกรุงเทพมหานคร ในการชะลอการทำความสะอาดล้างสี ในบริเวณสถานที่ต่างๆ เพื่อที่จะให้กรมศิลปากร ตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อน
ยกราชดำเนินเป็นโบราณสถานชุมนุมเสียหายผิดกม.
นายเกรียงไกร กล่าวด้วยว่า กรมศิลปากรได้เตรียมการขึ้นทะเบียนและประกาศให้พื้นที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่บริเวณหน้าศาลาเฉลิมไทยถึงศาลฎีกาเป็นแหล่งโบราณสถาน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์อาคารสถานที่บริเวณ 2 ฝั่งของถนนราชดำเนิน ซึ่งภายหลังมีการประกาศขึ้นทะเบียนแล้วหากเกิดกรณีการชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองในพื้นที่ต่างๆ บริเวณถนนราชดำเนิน แล้วมีการกระทบกระเทือนต่อโบราณสถานในพื้นที่ก็จะถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ทั้งนี้ หากไม่มีการทำลายโบราณสถานจนได้รับความเสียหาย ก็อาจมีความผิดตามข้อกำหนดอื่น อาทิ การห้ามบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน เป็นต้น
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อไปว่า การชุมนุมทำได้ถ้าเขาไม่ได้ทำลายโบราณสถาน แต่ถ้าเขาทำลายก็จะผิดกฎหมาย กรมศิลปากรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมายจะมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้ ตามมาตรา 32 ของพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งที่ผ่านมากรมศิลปากรได้ทำการฟ้องร้องไปแล้วหลายแห่งที่เกิดกรณีการทำลายโบราณสถาน อย่างไรก็ตามในส่วนพื้นที่โบราณสถานในกรุงเทพมหานครทั้งหมด กรมศิลปากรได้มอบให้กับกทม.เป็นผู้ดูแล ดังนั้นหากเกิดเหตุใดๆ กทม.ก็สามารถดำเนินการได้
“นอกจากนี้สำหรับเหตุการชุมนุมต่างๆ ในกรณีที่มีการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานไปแล้ว ก็จะถือว่าเป็นการบุกรุกเขตโบราณสถานสามารถฟ้องร้องได้เช่นกัน แต่ในกรณีนั้นผู้ชุมนุมจะทำตามหรือเปล่า ไม่ทราบ เพราะผมมองว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้มันมีกฎหมายก็เหมือนไม่มี คนไม่ได้เชื่อฟังกฎหมาย ฟ้องไปเขาก็ไม่เชื่อจะทำอย่างไร ทั้งนี้กรมศิลปากรไม่ได้มีอำนาจไปจับกุม หากทำการฟ้องร้องก็ไม่รู้ตำรวจจะจับได้หรือไม่” นายเกรียงไกร กล่าว



