
องค์กรลุ่มน้ำโขงชีมูลจี้รัฐใช้พ.ร.บ.น้ำทบทวนผันน้ำงึม
คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติและองค์กรลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลกำหนดกรอบทิศทางการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า ภาคเอกชนอย่างเป็นเอกภาพ เร่งรัดเพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.น้ำอย่างเร่งด่วน พร้อมวอนทบทวนโครงการผันน้ำงึม 7.6 หมื่นล้านบาท เตรียมบุกทำเนี
วันนี้ (19 เม.ย.) ที่โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น คระกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช.(ภาคประชาชน) ร่วมกับองค์การลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล ได้จัดการประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางการบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน หลังเกิดวิกฤติภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดในปีนี้ โดยเฉพาะพื้นที่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำของภาคอีสาน (โขง-ชี-มูล)
นายนิมิตร งามยิ่งไพศาล กรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า หลังจากที่ ครม.มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อรวบรวมประเด็นปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในภาคประชาชน แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลเท่าที่ควร คณะกรรมการน้ำและภาคประชาชนค่อนข้างจะหมดความอดทนกับการที่ต้องรอความช่วยเหลือจากกระบวนการของภาครัฐ ซึ่งในเรื่องแบบนี้ถ้าเกิดขึ้นจะเป็นอันตรายต่อรัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องของคะแนนนิยมที่อาจจะตกต่ำ
"ปัญหาเรื่องน้ำ เป็นปัญหาที่มีความสำคัญ แต่สามารถแก้ไขได้ หากรัฐบาลมีความจริงใจ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ อย่าผลักหรือโยนไปโยนมา เพราะคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จัดตั้งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ตั้งมาแล้วกลับไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนที่จะเสริมให้หน่วยงานแข็งแรง เพราะไม่ทุ่มงบประมาณลงมา ซึ่งหากรัฐบาลยังแสดงความไม่จริงใจในการที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลมีปัญหาแน่นอน"
สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป คือ ในส่วนของภาคประชาชนจะเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนใจเรื่องการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำ เพราะทุกวันนี้คะแนนของรัฐบาลกำลังตกต่ำ หากรัฐบาลไม่หันมาสนใจภาคประชาชนที่เรียกร้องเรื่องการไขปัญหาน้ำ คิดว่าต่อไปเครดิตรัฐบาลคงไม่เหลือ
ด้านนายสมคิด สงสิง ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำย่อยห้วยสามหมอ และคณะทำงานลุ่มน้ำพื้นที่โขงชีมูลในคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า รัฐบาลก่อนหน้านี้กำหนดให้น้ำเป็นวาระแห่งชาติ แต่ไม่รู้ว่าชาตินี้หรือชาติไหน เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ตาม พวกเราอยากเห็นความจริงใจ อยากเห็นความชัดเจน เรารู้ว่าปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำลังคุกคามชีวิตของคน แต่ฝ่ายการเมืองกลับไม่ได้คิดแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังเลย เพราะฉะนั้นเราจึงอยากเห็นความชัดเจนในเรื่องน้ำ และคิดว่ารัฐบาลจะต้องให้เวลากับเรื่องนี้ ไม่ใช่ไปเสียเวลากับปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองรายวัน
ขณะที่ นายบำรุง คะโยธา กรรมการลุ่มน้ำชี เปิดเผยว่า งบประมาณด้านการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งรัฐบาลทุ่มงบประมาณมา 200,000 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ไปกระจุกอยู่ที่กรมชลประทาน ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำกลับได้รับการจัดสรรเพียงแค่ 5,000 ล้านบาท หากกระจายมายังลุ่มน้ำต่างๆ เฉลี่ยเพียงลุ่มน้ำละ 1 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถขับเคลื่อนกิจกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรมได้เลย
ภายหลังการประชุมหารือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (ภาคประชาชน) และองค์กรลุ่มน้ำโขง-ชี-มูล และมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต) ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อให้ทุกฝ่ายเกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน คือ 1.รัฐบาลต้องกำหนดนโยบาย กรอบ และทิศทางการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่าภาคอีสานให้เป็นเอกภาพชัดเจน สอดคล้องและต่อเนื่อง 2.เร่งรัดเพื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.น้ำอย่างเร่งด่วน 3.เรียกนร้องให้นายกรัฐมนตรีมาควบคุม กำกับ ดูแล หรือเป็นประธานคณะกรรมการน้ำแห่งชาติโดยตรง
4.เพิ่มงบบรหารให้องค์กรลุ่มน้ำทุกระดับให้มีศักยภาพและความเข้มแข้ง เพราะที่ผ่านมางบบริหารน้อยมาก 5.เร่งรัดกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นให้ครบ 35% และปรับแก้ระเบียบให้เอื้อต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ อปท.ทุกประเภท 6.เร่งรัดจัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำย่อย 80 ลุ่มน้ำสาขาทั้งลุ่มน้ำหลักโขง-ชี-มูล 7.ทบทวนโครงการผันน้ำงึม 76,000 ล้านบาท และเร่งศึกษาความเหมาสมอย่างโปร่งใสของโครงการเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง ทั้งเขื่อนบ้านกุ่มและเขื่อนปากชม
8.เร่งปรับปรุงและฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าบุ่งป่าท่ามอีสานเพื่อเป็นแก้มลิงรองรับน้ำ 9.ก่อสร้างแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภคทุกหมู่บ้าน ขนาดความจุไม่ตำกว่า 100,000 ลบ.ม./หมู่บ้าน 10.กำนหดนโยบายเชิงรุกเพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการปลูกป่า และ 11.รัฐบาลจะต้องใช้กลไกคณะกรรมการลุ่มน้ำในการจัดการทรัพยากรน้ำและจัดทำแผนงบประมาณแบบบูรณาการประจำปีด้วยความจริงใจ



