
ตร.เพิ่มกำลัง20กองร้อยห้าม"เสื้อแดง"ผ่านสีลม
ตำรวจเพิ่มกำลัง 20 กองร้อยห้าม "เสื้อแดง" ผ่านสีลม พร้อมดูแลพื้นที่ราชประสงค์-สีลม เน้น 7 จุดหลัก ระบุหากฝ่าฝืนบุกรุก เริ่มจากตักเตือนวาจา หากจนท.ถูกลอบทำร้ายก่อน สามารถใช้อาวุธตอบโต้ได้
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกบช.น. กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลมีการยกระดับการในปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังได้มอบหมายจากศอฉ. และศปก.ตร. เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม เนื่องจากระยะหลังมีบุคคลที่ 3 หรือผู้ที่ก่อเหตุใช้อาวุธลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้า จึงได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้ 1 กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่การชุมนุมโดยรอบทั้งในกทม. และปริมณฑล รวมถึงด่านตรวจทุกแห่งทั่วประเทศ จุดเฝ้าตรวจ และจุดสกัด ที่ทำหน้าที่ในการเจรจา หรือตรวจค้นทั้งพื้นที่ชั้นใน และชั้นนอก
ใช้คำสั่งเดิมห้ามพกพาอาวุธโดยเด็ดขาด เว้นแต่ผู้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันชุดตรวจค้นให้พกพาอาวุธได้ ยกตัวอย่าง การตั้งจุดตรวจค้นพื้นที่ชั้นใน เช่น ที่หน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 5 ถนนพระราม 6 ชุดที่ตั้งจุดตรวจค้นเป็นกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชนนั้นไม่มีอาวุธ แต่ชุดคุ้มครองของได้แก่สน. หรือชุดเคลื่อนเร็วที่มาปฏิบัติหน้าที่ที่ด่านจะมีอาวุธทุกนาย กำกับดูแลโดยตำรวจชั้นสัญญาบัตรเพื่อปกป้องด่านตรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจถ้าหากมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น
2.ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอื่นๆ นั้นยังคงเหมือนเดิม ถ้าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ งานป้องกันปราบปราม งานสืบสวน และงานจราจร ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามถนน พกพาอาวุธได้ และสามารถใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเองตามกฎหมายได้ 3.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพกเฉพาะอาวุธปืนพกประจำกายเท่านั้น 4.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุม หรือชุดพกพาอาวุธประจำด่านตรวจ เน้นการแต่งชุดสีกากีเป็นหลัก เพราะชุดควบคุมฝูงชนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นชุดสีน้ำเงิน และบางกรณีกำลังตำรวจภูธรไม่มีชุดสีน้ำเงินก็จะใช้สีกากี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่พกอาวุธนั้นต้องมีบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวชัดเจน และจะมีคำสั่งมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ เช่น สายตรวจสน.บางซื่อ ที่มาสนับสนุนการปฏิบัติจุดตรวจค้นหน้ากระทรวงการคลัง ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่ปจ.ภูธรดูแลอยู่ ชุดสายตรวจสน.บางซื่อนั้นพกพาอาวุธได้ทำหน้าที่เป็นชุดป้องกันคุ้มครอง ระบุรายชื่อเข้าเวรที่ด่านไว้อย่างชัดเจน โดยทุกด่านตรวจให้ทุกสน. และบก. สนับสนุนเรื่องแสงสว่างรวมทั้งป้ายด่านให้ชัดเจนเพื่อความปลอดภัย
การปฏิบัติภารกิจที่เร่งด่วนของตำรวจ พล.ต.ต.ปิยะ แถลงข่าวด้วยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.บริเวณราชประสงค์บางส่วนแจ้งว่า อาจจะขยายพื้นที่เนื่องจากจะมีมวลชนเพิ่มขึ้นในวันที่ 20 เม.ย.นี้ ศอฉ.แจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับทหาร เพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยบริเวณราชประสงค์ต่อเนื่องไปจนถึงถนนสีลม ซึ่งได้สนธิกำลังตำรวจเข้าไปตั้งแต่คืนวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมาแล้วจำนวน 20 กองร้อยไม่รวมทหาร ดูแลพื้นที่ตั้งแต่ราชประสงค์ถึงสีลมซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศเน้น 7 จุดหลัก ได้แก่ 1.แยกอังรีดูนังต์ 2.แยกศาลาแดง 3.ศาลาแดงตัดสาทรเหนือ 4.แยกคอนแวนต์ตัดสาทรเหนือ 5.ถนนทรัพย์ตัดสุริวงศ์ 6.แยกนราธิวาสราชนครินทร์ตัดสาทรเหนือ และ7.ศาลาแดงตัดสีลม ซึ่งจะมีกำลังตำรวจ และทหารดูแลความปลอดภัย ตลอดจนสถานีรถไฟฟ้าต่างๆด้วย
โฆษกบช.น. กล่าวด้วยว่า ภารกิจของตำรวจนั้นให้มุ่งเน้นเรื่องด่านตรวจเข้มแข็งมีหน้าที่หลัก 4 อย่าง คือ 1.เน้นบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดดำเนินคดีต่อผู้ที่ละเมิดกฎหมายอาญา และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2.พื้นที่กำหนดห้ามเข้านั้นเน้นให้สกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุม รถจยย.หรือรถยนต์ ที่เข้าบริเวณพื้นที่ห้ามดังกล่าวอย่างเคร่งครัด 3.ให้ลาดตระเวนเส้นทางต่อเนื่องตั้งแต่ราชประสงค์จนถึงสีลม รวมทั้งถนนโดยรอบ ป้องกันบุคคลที่ 3 หรือกลุ่มไม่หวังดีก่อเหตุสร้างสถานการณ์ นอกจากนี้ให้ควบคุมพื้นที่สูงข่มบริเวณดังกล่าวด้วย 4.ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบก.น.5 และบก.น.6 เตรียมชุดจับกุม ชุดสอบสวนเคลื่อนที่ และรถควบคุมผู้ต้องหาให้พร้อมสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที โดยให้พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.น.5 และพล.ต.ต.วิทยา รัตนวิชช์ ผบก.น.6 เป็นผบ.เหตุการณ์
ในการปฏิบัติที่จุดตรวจค้นทั้งหมด พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า เน้นให้ตำรวจแจ้งให้ผู้ชุมนุม หรือประชาชน ทราบว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่ห้ามผ่านโดยเด็ดขาด จะกำหนดแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และสิ่งกีดขวางไว้ โดยผันแปรไปตามภารกิจที่ต้องปฏิบัติ รวมทั้งต้องแก้ไขสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลังอย่างเป็นขั้นตอน การอาวุธสามารถใช้ได้ในกรณีที่จำเป็น หากฝ่าฝืนบุกรุกเข้ามาตามแนวพื้นที่ห้ามเรียงลำดับเริ่มต้นตั้งแต่ตักเตือนด้วยวาจา ยกเว้นถ้าเจ้าหน้าที่ถูกลอบยิง หรือถูกลอบทำร้ายก่อน ทหารก็สามารถใช้อาวุธตอบโต้หรือป้องกันตนเองได้ทันที นอกจากนี้ทหารจะใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าในทิศทางที่ปลอดภัยเพื่อแจ้งเตือนก่อน แต่ถ้ามีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็สามารถใช้อาวุธตามความจำเป็น เพื่อความเหมาะสมในการป้องกันตนเอง หรือทรัพย์สินตามสมควรแก่เหตุ แต่ไม่เป็นการประสงค์ต่อชีวิต ทั้งหมดนี้เป็นการยกระดับของเจ้าหน้าที่ในการใช้อาวุธต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่สัญญาบัตรเป็นผู้ควบคุม



