ข่าว

เข้มด่านสกัดแดงตจว.เสริมทัพใหญ่

เข้มด่านสกัดแดงตจว.เสริมทัพใหญ่

19 เม.ย. 2553

ทันทีที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปรับแผนด้วยการให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เข้ามาควบคุมดูแลการสั่งการในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ดูแลการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงก็มีการปรับแผนปฏิบัติให้เข้มงวดมากขึ้นในหลายเรื่อง

 สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ท่าทีของ ศอฉ.ที่แสดงออกผ่านโฆษกอย่าง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด นั้นดูขึงขังมากขึ้นไม่หน่อมแน้มเหมือนแต่ก่อน

 โดยเฉพาะวลีเด็ดที่ว่า "อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด" เมื่อพูดถึงเจตจำนงของกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะขยับขยายพื้นที่ชุมนุมจากแยกราชประสงค์ไปที่ถนนสีลม เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาล

 แม้ว่าเป้าหมายของคนเสื้อแดงจะอยู่ที่แบงก์กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ กับตึกซีพี แต่ถ้าปิดการจราจรบนถนนสีลมได้ แหล่งเศรษฐกิจระดับประเทศก็จะล้มครืนลงมาทันที

 ด้วยเหตุนี้ พ.อ.สรรเสริญจึงออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว ไม่โอนอ่อนผ่อนตามเหมือนอย่างที่แล้วๆ มา และในฐานะโฆษก ศอฉ.ย่อมเป็นการสะท้อนถึงแนวทางปฏิบัติของ ศอฉ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 ในระหว่างที่แกนนำคนเสื้อแดงกำลังประวิงเวลารอดูท่าทีของ ศอฉ.และจำนวนผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดจะเดินทางมาสมทบมากแค่ไหน ก่อนตัดสินใจเคลื่อนย้ายไปปักหลักที่ถนนสีลมอีกจุดหรือไม่นั้น

 ศอฉ.จึงใช้จังหวะนี้พยายามเตือนคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัด ไม่ให้เข้ามาร่วมสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมเดิม โดยยกเอาเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ขึ้นมาชี้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ปลอดภัย เพราะมีกลุ่มก่อการร้ายพยายามทำร้ายทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ชุมนุม

 "ดังนั้นเมื่อเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย ศอฉ.จึงต้องเพิ่มจุดตรวจ ด่านตรวจ และจุดสกัด ป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมที่ไม่ปลอดภัย ถ้าประชาชนฝ่าฝืนจะเข้ามาร่วมชุมนุม เจ้าหน้าที่จะสั่งห้ามและออกใบแจ้งเตือน แล้วให้ไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ"

 นั่นคือส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงของ ศอฉ.?!!

 "คม ชัด ลึก" ได้พูดคุยกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.ที่ดูแลงานกฎหมายและสอบสวน บอกว่า ตามประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีข้อห้ามไม่ให้มีการชุมนุมเกินกว่า 5 คนขึ้นไป หากเจ้าหน้าที่พบสามารถเรียกมาตักเตือนหรือสั่งห้ามได้

 "ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พบก็จะออกใบเตือน หมายถึง เจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะเรียกให้คนผู้นั้นไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจในพื้นที่นั้นๆ ได้" พล.ต.ต.อำนวยกล่าว

 การเรียกให้ไปรายงานตัวจะมีการทำประวัติบุคคล ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ อาชีพ แล้วถ่ายรูปเก็บรวบรวมไว้กับประวัติ ขณะเดียวกันก็จะบันทึกภาพรถยนต์ หรือตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถยนต์ควบคู่กันไป

 ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนเดียวกันกับที่ ศอฉ.เรียกให้บรรดาแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปลุกระดมมวลชนออกมาชุมนุมอยู่ในขณะนี้ เพียงแต่ย้ายกลุ่มเป้าหมายมาเป็นประชาชนที่จะเข้ามาร่วมสมทบการชุมนุม โดยที่ไม่ฟังคำสั่งห้ามหรือคำเตือน !?!

 การเปิดเกมรุกของ ศอฉ.ครั้งนี้ ตำรวจเองก็รับลูกทันควันเช่นกัน โดยอีก 2 วันข้างหน้านี้ทุกสถานีตำรวจนครบาล (สน.) จะมีการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับการระดมมวลชนออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดง

 กลุ่มเป้าหมายนี้มีตั้งแต่หัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หัวคะแนน ผู้นำชุมนุม ที่ขนคนมาร่วมชุมนุมตั้งแต่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ มาจนถึงสี่แยกราชประสงค์

 ส่วนการตั้งด่านตรวจสกัดคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดนั้น จะมีการสนธิกำลังระหว่างตำรวจกับทหารในพื้นที่ตามทางหลวงถนนพหลโยธินและถนนมิตรภาพ เส้นทางสายเหนือกับอีสาน ฐานกำลังหลักของคนเสื้อแดง

 โดยตำรวจ ทหารจะพยายามร้องขอไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ จะสังเกตหลายๆ องค์ประกอบด้วยกัน รถกระบะ รถบรรทุกหกล้อ หรือป้ายทะเบียนรถยนต์ต่างจังหวัด เน้นคันที่ขนคนมาจำนวนมากๆ มีคนหนุ่ม คนสาว หรือคนแก่ในปริมาณเท่าไร แล้วก็สอบถามจุดหมายปลายทาง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลเม็ดของผู้ปฏิบัติ เพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริงให้ได้ว่า แท้จริงแล้วพวกเขาเหล่านี้เข้ากรุงเทพฯ ด้วยวัตถุประสงค์อะไรกันแน่

 จะเข้ามาทำงานจริงตามคำกล่าวอ้างหรือเข้ามาร่วมชุมนุมกันแน่ ?!!

 "ถ้าอ้างว่ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็จะพยายามถามว่า ทำงานที่ไหน ทำงานอะไร แล้วคนอายุเท่านี้จะทำได้หรือ ดูไม่สอดคล้องกันเลย ฯลฯ เราก็จะพยายามถามไปเรื่อยๆ ถ้าคนโกหกเราก็จับพิรุธได้ ก็เตือนก็ห้ามเขาไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุม เพราะมันไม่เป็นผลดี" หนึ่งในเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติยกตัวอย่าง

 ยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากมายในการจับพิรุธ เช่น การขอดูบัตรพนักงาน ถามชื่อบริษัทหรือโรงงานที่ทำ หรือระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทหารสอบถามคนขับรถอยู่ ตำรวจอาจจะเรียกผู้โดยสารแยกออกมาพูดคุยต่างหาก ถ้าคำตอบที่ได้ไม่ตรงกันก็จำเป็นต้องจดชื่อ นามสกุล ทะเบียนรถ หรือออกใบเตือนให้ไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ
 
 "เราจะพยายามขอร้องไม่ให้มาร่วมชุมนุมกัน ส่วนจะห้ามได้ขนาดไหนยังบอกไม่ถูก แต่ถ้าด่านชั้นนอกเอาไม่อยู่ก็มาเจอด่านชั้นในของตำรวจนครบาล ซึ่งจะรู้จักพื้นที่ดีกว่า รู้จักบริษัทห้างร้านดีกว่า อาจจะขอคุยกับหัวหน้างาน ขอเบอร์โทรออฟฟิศ แล้วตรวจสอบกลับไปยังต้นสังกัดว่ามีพนักงานชื่อนั้นชื่อนี้อยู่จริงไหม"

 สุดท้ายเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติยืนยันว่าพวกเขาจะใช้วิธีละมุนละม่อมให้มากที่สุด !?!