
ห้าห่วง
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองและเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นถึงเรื่องที่น่าเป็นห่วงหลายอย่างของสังคมไทย
เรื่องที่น่าเป็นห่วงประการแรกคือ การขาดความเป็นเอกภาพของรัฐบาล ทั้งกับพรรคการเมืองที่ร่วมเป็นรัฐบาล และระหว่างรัฐบาลกับหน่วยงานด้านความมั่นคง จึงทำให้ภาพของนายกรัฐมนตรีที่ปรากฏต่อสาธารณชนค่อนข้างจะโดดเดี่ยว เหยาะแหยะและเสื่อมถอยภาวะผู้นำไปอย่างน่าเสียดาย ทั้งๆ ที่หากสามารถแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับไว ย่อมจะเป็นโอกาสในการสร้างคะแนนนิยมต่อตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลอย่างท่วมท้น
เรื่องที่น่าเป็นห่วงประการที่สองคือ อำนาจรัฐ ซึ่งถูกท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่าจากกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งทำเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป และปราศจากความยำเกรงต่อกฎหมาย รวมถึงการใช้อาวุธสงครามทำร้ายเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานตามหน้าที่และปราศจากอาวุธ ถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งๆ ที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน นอกเหนือไปจากการยกกำลังเข้าปิดล้อมและบุกรุกศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการต่างๆ และการอ่อนแอของอำนาจรัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่สงครามระหว่างประชาชน เมื่อคนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่อาจอดทนต่อการถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพจากผู้ชุมนุมได้อีกต่อไป ประกอบกับไม่สามารถพึ่งพาอำนาจรัฐได้ การรวมตัวกันเพื่อแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการชุมนุมจึงเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นชนวนไปสู่การกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนสองกลุ่มได้
เรื่องที่น่าเป็นห่วงประการที่สามได้แก่ การปลุกปั่นจนคนไทยด้วยกันเกิดความแตกแยกทางความคิดความเชื่อ บ่มเพาะความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง จนมองเห็นคนไทยที่ต่างกลุ่มเป็นศัตรูจนถึงขั้นจับอาวุธเข้าประหัตประหารกัน ซึ่งหากไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องและทันท่วงที มูลเชื้อนี้มีโอกาสจะลุกลามไปถึงขั้นของการต่อสู้แบบใต้ดิน การก่อวินาศกรรม หรือจัดตั้งเขตปกครองตนเอง อย่างที่ได้ยินได้ฟังกันมา
เรื่องที่น่าเป็นห่วงประการที่สี่คือ ความสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาการ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และโอกาสต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของชาวโลก ที่เคยเป็นดินแดนแห่งความสงบสุขและสันติ ได้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ปลอดภัยแก่การเดินทางและท่องเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นสิ่งที่สร้างปัญหาแก่ประเทศไทยในระยะยาว
เรื่องที่น่าเป็นห่วงประการที่ห้า ได้แก่ สภาพจิตใจของคนไทย ซึ่งบอบช้ำเป็นอย่างมากซึ่งเกิดจากความวิตกกังวลในสถานการณ์ ความทุกข์ร้อนในเรื่องนานาประการ และการได้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นผ่านสื่อต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ย่อมมีผลทำให้เกิดความเครียด อารมณ์ปรวนแปร มีอาการทางประสาท จนถึงกลายเป็นความก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งภาวะทางจิตใจนี้ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูนานกว่าการบูรณะซ่อมแซมวัตถุ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือเรื่องที่น่าห่วงสำหรับเมืองไทยและคนไทยในเวลานี้ ถ้าเปรียบกับโรคภัยก็อาจจะพูดได้ว่าบ้านเมืองเราอยู่ในอาการที่ค่อนข้างจะหนักหนาสาหัสพอสมควร แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าหมอจะวินิจฉัยโรคอย่างไร และเลือกใช้วิธีรักษาในแบบไหน
จะให้ยากิน ยาทา เพื่อประทังโรคไปพลางๆ ก่อน หรือจะตัดสินใจลงมือผ่าตัด ถึงตอนนี้ก็คงต้องแล้วแต่คุณหมออนุพงษ์แล้วล่ะครับ



