ข่าว

ไม่มีการต่อรองกับกบฏ

ไม่มีการต่อรองกับกบฏ

19 เม.ย. 2553

แผนจัดการกับแกนนำมวลชนเสื้อแดงซึ่งยึดพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ มีกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายในเมือง ฆ่าประชาชนและทหารบาดเจ็บล้มตายมากมาย สร้างความเสียหายด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติโดยรวม ได้เกิดความซับซ้อนอันเนื่องมาจากความไม่ชัดเ

ความกำกวมเริ่มปรากฏหลังจาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ได้แถลงถึงกรณีคำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้กำกับปฏิบัติงานหัวหน้าผู้รับผิดชอบดูแลพนักงานเจ้าหน้าที่ในการดูแลสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง โดยระบุว่าภาพรวม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ยังดูแลตามเดิม แต่ที่มอบอำนาจให้ผู้บัญชาการทหารบก คือเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการสั่งการใช้กำลัง เพื่อให้สายการบังคับสั้นลง

 การอธิบายดังกล่าวเท่ากับแสดงให้เห็นว่านายสุเทพยังไม่อยากทิ้งตำแหน่งนี้ไป ทั้งๆ ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในหน้าที่นี้ตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งๆ ที่ตนเองไม่มีความรู้ ประสบการณ์ในด้านการบังคับบัญชากองกำลัง และการรักษาความสงบ ซึ่งควรเป็นหน้าที่ของกองทัพ โดยเฉพาะภายใต้สภาวะฉุกเฉิน การสูญเสียในวันที่ 10 เมษายน และความล้มเหลวในการจับกุมแกนนำในวันที่ 16 เมษายน เป็นหลักฐานอย่างดีสำหรับความไม่เอาไหนของนักการเมืองซึ่งอยากสั่งการแต่ปราศจากความเชี่ยวชาญ

 นอกจากนั้น แกนนำเสื้อแดงยังแสดงให้เห็นเล่ห์เหลี่ยม อยากทำความเสียหายให้บ้านเมืองต่อไป โดยการให้ทนายความยื่นข้อต่อรองกับตำรวจ และต้องได้ประกันตัวเพื่อปลุกระดมมวลชน จัดชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เช่นเดิมจนกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ จะยุบสภา เท่ากับว่าเป็นการมองกฎหมายบ้านเมืองไร้ค่า ต่อรองอย่างไรก็ได้ และเหยียดหยามเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าไร้ความสามารถจับกุมแกนนำ และยังพยายามก่อความไม่สงบด้วยถ้อยคำข่มขู่คุกคามประชาชน

 ทนายของแกนนำเสื้อแดง 24 คน ที่ถูกออกหมายจับ ยังยืนยันว่าทั้งหมดไม่ยอมรับความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าก่อการร้าย และจะเข้ามอบตัวในวันที่ 15 พฤษภาคม เวลา 10.30 น. เหตุผลเนื่องจากเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัยและต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพื่อเตรียมหลักทรัพย์ขอประกันตัว ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ เช่น มั่วสุมทั้งแต่ 10 คนขึ้น หรือยุยงปลุกปั่นไปให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองนั้นจะต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม

 แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าพนักงานสอบสวนออกหมายจับแกนนำตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีเจตนารมณ์และเกรงว่าหากไม่รีบนำตัวแกนนำ นปช.ทั้งหมดมาควบคุมไว้ อาจจะไปก่อเหตุร้ายขึ้น ตามอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอำนาจควบคุมตัวได้ครั้งละ 7 วัน แต่ต่อเนื่องกันไม่เกิน 30 วัน พนักงานสอบสวนไม่ได้จับกุมตาม พ.ร.บ.คดีอาญาทั่วไป ดังนั้นไม่สามารถนำหลักทรัพย์มาประกันตัวได้ และการที่ทนายความมายื่นว่าจะเข้ามอบตัวในอีก 1 เดือนข้างหน้า ก็ไม่มีผลให้เจ้าหน้าที่หยุดการจับกุมได้ และหมายจับส่วนใหญ่ออกโดยกองปราบปราม ดังนั้นประชาชนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ควรยอมให้มีการต่อรองกับผู้มีพฤติกรรมเป็นกบฏแผ่นดินและก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด