
วิถีของกฎหมาย
ช่วงวิกฤติทางการเมืองอย่างทุกวันนี้หลายคนคงตั้งคำถามกับบทบาทของกฎหมายว่าจะมีส่วนแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่คาราคาซังอยู่ในขณะนี้ได้หรือไม่ เพราะถ้าเหตุการณ์คลี่คลายไม่ได้ด้วยกฎหมายก็คงเป็นวงจรอุบาทว์ที่หวนกลับคืนมาอีกครั้ง ปัญหาจึงอยู่ในประเด็นที
สำหรับคนไทยความเชื่อหรือไม่เชื่อในตัวกฎหมายมักจะพูดกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ทำให้คิดไปได้ว่าเราไม่ได้เข้าใจการใช้กฎหมายที่ถูกต้อง แต่เห็นว่ากฎหมายเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บันดาลอะไรให้ได้ตามความต้องการเพียงแต่ขอให้มีกฎหมายก็แล้วกัน
ที่ผมพูดข้างต้นเหมือนกับประชดประชันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่คิดว่ามีน้ำหนักอย่างที่พูดจริง สังเกตได้จากการอ้างกฎหมายและใช้กฎหมายที่แต่ฝ่ายหยิบยกขึ้นมาเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ตนเอง คือมีแต่การเขียนกฎหมายและหยิบมาตราโน้นมาตรานี้ขึ้นมาอ้างกัน แต่ไม่ได้บริหารกฎหมายอย่างที่ควรจะเป็นหรือที่เหมาะสมกับสถานการณ์มาตั้งแต่ต้นแล้ว สภาพที่เห็นและสัมผัสได้คือ กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์หรือบังคับใช้ไม่ได้ผลนั่นเอง
ถ้าจะให้กฎหมายมีผลบังคับใช้หรือให้คนในสังคมเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายต้องบริหารกฎหมายและให้คนที่จะต้องถูกบังคับใช้กฎหมายเข้าใจและเห็นเหตุผลของกฎหมายเสียก่อน แต่น่าเสียดายที่สังคมไทยก้าวกระโดดเร็วไปเพราะมองว่าเขียนกฎหมายแล้วเกิดความศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนต้องเชื่อและทำตามทันที
ไม่ต้องไปมองที่ไหนอื่นไกล เริ่มกันที่กฎหมายสูงสุดของประเทศซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญนี่แหละ ถามว่ามีใครจะเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์น่าเชื่อถือและปฏิบัติตามสักเท่าไหร่ เวลาเขียนรัฐธรรมนูญก็มีคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่มะรุมมะตุ้มเขียนกันขึ้นมาและจะเรียกได้ว่าคนกลุ่มเดียวกันหรือที่ใกล้ชิดเกี่ยวพันกันกับพวกนี้ที่รุมกันฉีกทิ้งไปเป็นสิบฉบับแล้ว ทีนี้จะทำให้กฎหมายอื่นๆ ของประเทศมีความศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไง
กฎหมายจะน่าเชื่อถือและน่าปฏิบัติตามต้องมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องอีก ถ้าเป็นสถานการณ์ปัจจุบันคงต้องบอกว่า ยังเป็นไปไม่ได้ ฟังแล้วอย่าตกใจ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่เป็นอยู่และที่เคยเป็นมาในอดีตเป็นบทเรียน หรือหากจะบอกว่าอย่าเอาเรื่องเก่ามาพูด ยุคนี้หรือหนนี้ต้องดีกว่าเก่ากฎหมายต้องมาก่อนหรือกฎหมายต้องอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองแบบไทยๆ ได้ แต่ผมไม่ได้สนับสนุนวงจรอุบาทว์และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
การบริหารกฎหมายที่เขียนไว้เป็นตัวหนังสือเป็นหัวใจสำคัญของคนที่ใช้กฎหมาย แต่จะทำอย่างไรต้องหันมาเหลียวมองสังคมไทยอย่างทะลุปรุโปร่งเสียก่อน คือต้องรู้จักสังคมไทยและคนไทยว่าเขามองกฎหมายหรือวิถียุติธรรมอย่างไร จะมองกฎหมายและบริหารกฎหมายเหมือนกับฝรั่งพูดหรือสั่งสอนมาไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะคนไทยไม่คุ้นเคยกับกฎหมายในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ข้องแวะหรือต่อสู้มาเพื่อให้เป็นสังคมกฎหมายหรือสังคมนิติธรรมแบบที่ฝรั่งบอก
เมื่อคนไทยไม่คุ้นเคยกับกฎหมาย หนำซ้ำคนใช้กฎหมายก็มองกฎหมายเป็นเรื่องการใช้อำนาจไปเสียอีก คิดว่าเขียนกฎหมายแล้วคนจะเชื่อ ผมว่ามองยังไม่ข้ามช็อต ถ้าอ้างกฎหมายแล้วบริหารไม่ให้สามารถบังคับใช้ได้จริง ผลเสียที่ตามมาคือทำให้กฎหมายเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ไปเสียอีก
กฎหมายยังคงความเป็นวิถียุติธรรมอยู่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าคนในสังคมเชื่อหรือไม่เชื่อเท่านั้น เคล็ดลับอยู่ตรงนี้



