
มีลูกสาวเหมือนดังได้ดวงแก้ว
"วันครอบครัวแห่งชาติ" ของไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มเพิ่งจะผ่านพ้นไปอย่างไม่ค่อยชื่นมื่นมากนักเนื่องจากเพิ่งเกิดจลาจลเลือดรับสงกรานต์ติดต่อเป็นปีที่ 2 แต่ดิฉันต้องขอไชโยโห่ฮิ้วปรบมือดังๆ ให้ชัยชนะของสถาบันครอบครัวชาวเมืองกิมจิเกาหลีใต้ เมื่อสามารถปรับเปลี่ยนค่าน
ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของพ่อแม่รุ่นใหม่จัดทำโดยสถาบันการศึกษาและเลี้ยงดูเด็กแห่งเกาหลีพบว่าทัศนคติดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเกือบจะสิ้นเชิงเมื่อกระแสอยากมีลูกสาวมาแรงแซงหน้าค่านิยมเก่าๆ ที่อยากจะมีลูกชายไว้สืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไปแล้ว โดยว่าที่คุณแม่ราว 38 เปอร์เซ็นต์บอกว่าอยากได้ลูกสาว เทียบกับ 31 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าอยากได้ลูกชาย ส่วนที่เหลือบอกว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชายก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแห่งนี้ให้ความเห็นว่าผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ชัดว่าความเชื่อที่ว่ามีลูกชายดีกว่าลูกสาวเริ่มสั่นคลอนลง เมื่อครอบครัวรุ่นใหม่ตระหนักมากขึ้นว่าการมีลูกสาวนั้นเหมือนกับได้รางวัลชีวิตก้อนใหญ่ หรือเหมือนกับมีขุมทรัพย์ทางใจอยู่ในบ้าน ไม่ใช่เหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้านตามความเชื่อในอดีต เพราะลูกสาวมีแต่นำความชื่นใจ ความสบายใจ ทำให้ครอบครัวยิ่งใกล้ชิดและมีความผูกพันมากขึ้น ลูกสาวมักจะห่วงใยและคอยดูแลพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก จนกระทั่งแต่งงานไปแล้วก็ยังไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ ผิดกับลูกชาย ซึ่งแสนจะเหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจมากกว่า
ดังคนที่เป็นแม่มักจะพูดอยู่บ่อยๆ ว่า "ถ้ามีลูกชาย 2 คน ก็เหมือนแก่เร็วขึ้นไปอีก 10 ปีเพราะต้องคอยอุ้มคอยแบกลูกชายจอมซนทั้ง 2 คน แต่ถ้ามีลูกสาว 2 คนกลับดูเหมือนจะสาวขึ้นอีก 10 ปีเพราะมีคนคอยพูดประจ๋อประแจ๋ให้ชื่นใจ"
ประกอบกับค่านิยมที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผู้หญิงมีแนวโน้มจะอยู่เป็นโสดมากขึ้น หรือมีลูกคนแรกในอายุราว 30 ปี ทำให้มีเวลาอยู่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดน้อยลง
ยิ่งในสังคมยุคใหม่ที่ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้กระแสนิยมอยากมีลูกสาวมากกว่าลูกชายเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ในเมื่อความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผู้ชายมักจะไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงๆ ในบริษัทมากกว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นจริง เห็นได้ชัดว่านับวัน ผู้หญิงยิ่งมีโอกาสรั้งตำแหน่งสูงๆ ระดับผู้จัดการบริษัท ธนาคารและสถาบันการศึกษามากขึ้น
เรียกได้ว่าเพศไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานเหมือนในอดีตอีกต่อไป
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



