
มั่นใจธนชาตควบสคิบอุดช่องโหว่เสริมความแกร่ง
หลังจากตกลงเซ็นสัญญาและจ่ายเงินค่าหุ้นจำนวน 3.2 หมื่นล้านบาทให้แก่กองทุนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ธนาคารธนชาตจึงกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) หรือสคิบ สัดส่วนกว่า 66% และขั้นตอนสำคัญจากนี้ไปก็คือ การเสนอซื้อหุ
ในราคาหุ้นละ 32.50 บาท ซึ่งในวันที่ 29 เมษายนนี้ จะมีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติ ก่อนที่จะเปิดรับซื้อหุ้นได้ราวกลางปีนี้ โดยเมื่อขั้นตอนเสร็จสิ้นลงก็จะทำให้มีความชัดเจนถึงสัดส่วนการถือหุ้นสุดท้ายแล้วเป็นเท่าไร
นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย กล่าวว่า ความชัดเจนในการทำงานหลังการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ของสคิบ จะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังเสร็จสิ้นการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ โดยธนาคารธนชาตได้ขอเวลาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไว้จนถึงสิ้นปี 2554 แต่ในการประชุมคณะกรรมการล่าสุด ทางธนชาตได้แต่งตั้งกรรมการเข้ามาดูแลตามสิทธิของผู้ถือหุ้นใหญ่ชั่วคราวจำนวน 6 คน หลังจากนั้นจะมีกรรมการชุดเดียวกันเมื่อมีการควบรวมกันเต็มตัวในปีหน้า
ทั้งนี้ เมื่อทั้งสองธนาคารควบรวมกันเรียบร้อยแล้ว จะทำให้มีสินทรัพย์กว่า 8 แสนล้านบาท ถือเป็นธนาคารที่มีสินทรัพย์สูงอันดับ 5 และมีสาขารวมกันกว่า 679 สาขา ทำให้ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้มากขึ้น ดังนั้น การรวมกันของทั้งสองธนาคารน่าจะเสริมความแกร่งในการทำธุรกิจมากขึ้น เพราะแต่ละแบงก์มีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกัน โดยธนชาตมีจุดแข็งเรื่องของเช่าซื้อ ขณะที่สคิบมีฐานในเรื่องสินเชื่อเคหะ สินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิต
"ธนาคารหนึ่งมีความเก๋า ส่วนอีกธนาคารเพิ่งเริ่มต้นแต่ก็มีความโดดเด่น แม้เป็นธนาคารขนาดกลาง เมื่อมารวมกันแล้วก็จะได้ธนาคารที่เก่งใหญ่ใหม่ ส่วนตัวผมก็ยังช่วยต่อไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งผมดีใจและภูมิใจกับการทำงานที่สคิบมา 3 ปี และสามารถบริหารให้กองทุนฟื้นฟูฯ ขายหุ้นได้เงินมากกว่าที่ใส่เข้ามากว่าหมื่นล้านบาท โดยช่วงที่มาอยู่ถือเป็นก้าวสำคัญและต่อไปก็เป็นก้าวสำคัญด้วยเช่นกัน" นายชัยวัฒน์กล่าว
สำหรับช่วงที่ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินการไปนั้น แผนการทำงานของธนาคารนครหลวงไทยจะเดินไปตามแผนเดิม โดยเป้าหมายหลักมี 4 ด้าน ได้แก่ 1.การขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดให้แก่ธุรกิจในระยะยาว และเพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กร โดยธนาคารจะขยายกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ เช่น การออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ ที่ทำควบคู่กับกิจกรรมการตลาดรูปแบบต่างๆ ซึ่งในปีนี้ธนาคารมีงบการตลาดสำหรับเงินฝากประมาณ 60 ล้านบาท
2.ธนาคารวางเป้าหมายที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยการพัฒนาในด้านต่างๆ ให้มีความแข็งแกร่ง 3.การลดต้นทุนเงินฝาก ซึ่งมีการสนับสนุนข้อมูลให้แก่สาขา ให้มีการวางแผนงานระยะสั้นได้มากขึ้น และในระยะกลางก็ทำให้เห็นข้อมูลต้นทุนมีโครงสร้างที่ทำให้สาขาบริหารได้ทุกวัน ว่าควรปรับโครงสร้างอย่างไร ให้สอดรับกับสถานการณ์ และ 4.การเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียม
ส่วนการปล่อยสินเชื่อของสคิบในปีที่ผ่านมานั้น สินเชื่อที่มีความโดดเด่นมากคือ สินเชื่อเคหะ โดยเติบโตถึง 64% จากปี 2551 และในปีนี้มีเป้าหมายที่จะเติบโต 38% หลังจากที่ในไตรมาสแรกของปีมีการอนุมัติสินเชื่อและจดจำนองไปกว่า 8,000 ล้านบาท อันเป็นผลจากมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่สินเชื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบุคคลหรือสินเชื่อรายย่อย ก็มีการเติบโตไปตามเป้าหมายที่วางไว้
ขณะที่ในด้านเงินฝาก ก็ต้องถือว่าปีนี้ธนาคารมีการรุกตลาดอย่างหนัก โดยมีการออกผลิตภัณฑ์และโปรโมชั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น เงินฝากบุฟเฟ่ต์ เงินฝากประจำพิเศษในงานกาชาด และเงินฝากพร้อมโปรโมชั่นให้ลูกค้าผู้โชคดีได้รับรางวัลท่องเที่ยวเกาหลี เป็นต้น และที่สำคัญในโอกาสที่ปีนี้ธนาคารฉลองครบรอบ 69 ปี จึงได้จัดทำพระเศรษฐีนวโกฏิ ธนาคารนครหลวงไทยขึ้นเป็นพระบูชาสำหรับลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยรายได้จะนำไปทนุบำรุงพุทธศาสนา ซึ่งพระเศรษฐีนวโกฏินี้ ได้ทำพิธีมหาพุทธาภิเษกในวันเสาร์ 5 โดยพระเกจิอาจารย์ 29 รูป



