
รัฐอ่อนใจไทยเข้มแข็งเข็นไม่ขึ้นเบิกจ่ายอืดตัดโครงการ-ลดกู้เงิน
ดูเหมือนว่าการเร่งรัดโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ของรัฐบาลจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งที่ฝากความหวังให้เป็นหัวหอกในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนปีนี้ โดยการเบิกจ่ายถึงเดือนกุมภาพันธ์ พบว่าหน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีการเบิกจ่ายค่อนข้างล
ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเบิกจ่ายให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 2 หมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมายังมีอุปสรรคทั้งการเสนอโครงการเข้ามาของบางหน่วยงาน และการเบิกจ่าย แม้ล่าสุด ณ วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา มีการเบิกจ่ายจริงแล้ว 1.07 แสนล้านบาท จากที่ได้รับจัดสรร 2.68 แสนล้านบาทก็ตาม แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 30.7% ทั้งที่มีเวลาเหลืออีกเพียง 5 เดือนจะเข้าสู่งบประมาณรายจ่ายปี 2554
การเบิกจ่ายที่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวในระยะเวลาเดือนเดียวนั้น เป็นผลมาจากการเร่งรัดติดตามโดยตรงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาจี้ให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบไปเร่งเบิกจ่ายเงิน หลังจากที่พบว่าบางโครงการได้รับการจัดสรรเงินไปแล้วแต่กลับไม่มีการเร่งรัดเบิกจ่ายตามที่ขอเข้ามา
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องออกมารับลูกนายกฯ ในการเร่งรัดให้โครงการไทยเข้มแข็งที่ริเริ่มไว้นั้น มีประสิทธิภาพในการใช้เงินและเดินหน้าเร็วขึ้น ซึ่งมาตรการที่นำมาใช้ก็มีทั้งปลอบทั้งขู่ เนื่องจากมองว่างบไทยเข้มแข็งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะมีเม็ดเงินลงทุนคิดเป็น 3% ของจีดีพีและมีผลต่อการกระตุ้นให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 4.5% ในขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังคงหวังไม่ได้เต็มที่ หากปัญหาโครงการลงทุนในมาบตาพุดยังไม่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีกว่านี้ และจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงร้อนแรง
ผ่อนปรนขยายเวลากระทรวงอืด
นอกจากนั้นกระทรวงการคลังยังได้ปรับเปลี่ยนการใช้เงินด้วยบางส่วน เพราะตอนที่ทำโครงการเสนอมานั้น หน่วยงานอ้างว่ามีความพร้อมดำเนินการได้ทันที แต่พอเอาเข้าจริงก็ติดขั้นตอนและปัญหาต่างๆ ทำให้งานไม่เดิน คณะกรรมการจึงมีการตัดงบในโครงการที่ไม่มีความพร้อมใช้เงินจากพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทออกไปแล้วจำนวนหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของโครงการที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนโครงการที่เสนอมาไม่ทันก็ได้ขยายเวลาออกไปอีก จากเดิมที่ให้เวลาเสนอโครงการมาภายในสิ้นเดือนมกราคมก็ขยายเป็นสิ้นเดือนเมษายน ทั้งที่มีการยื่นคำขาดว่าจะไม่มีการขยายเวลาให้
แต่ล่าสุด ครม.ก็มีมติให้ขยายระยะเวลาการจัดส่งข้อมูลและการปรับปรุงแผนงานในการจัดซื้อจัดจ้างในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็น 2 กระทรวงเจ้าปัญหาออกไปอีก โดยกระทรวงสาธารณสุขให้เวลาจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2553 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขยายไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ หลังจากพบว่าทั้งสองหน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามกำหนดและขอผ่อนผันเข้ามาอีกครั้ง
นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ระบุว่า โครงการลงทุนที่ควรปรับแผนการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งมีอยู่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท จาก 7-8 หมื่นล้านบาทที่ยังไม่ได้เสนอโครงการเข้ามาและกระจายอยู่ใน 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นการลงทุนของกรมอาชีวศึกษา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของโครงการลงทุนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทั้ง 3 กระทรวงต้องเจรจากับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาโครงการลงทุนให้ชัดเจนก่อนวันที่ 20 เมษายน 2553 เพราะหากเสนอโครงการลงทุนไม่ได้ก็จะให้หน่วยงานอื่นที่มีความจำเป็นดำเนินการลงทุนแทนเนื่องจากเป็นเงินกู้ที่มีต้นทุนดอกเบี้ย
ตั้งความหวังเข็นจ่ายได้ 2 แสนล้าน
นอกจากการขอรับการจัดสรรงบจะไม่ทันตามกำหนดแล้ว ในส่วนของการเบิกจ่ายก็พบว่ามีหลายหน่วยงานที่เบิกจ่ายอืดมาก ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และมหาดไทยในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ด้วย ทำให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ และขอให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเข้ามาร่วมประชุมทุกครั้งเพื่อติดตามการใช้งบไทยเข้มแข็ง โดยนายกรณ์ยังตั้งความหวังว่าสิ้นปีงบประมาณ 2553 จะเบิกจ่ายได้ 2 แสนล้านบาท หรือ 80% ของวงเงิน
แม้นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง จะระบุว่าภายในวันที่ 8 เมษายนนี้ จะสามารถลงนามในสัญญาโครงการไทยเข้มแข็งได้ครบ 3.5 แสนล้านบาท โดย 2 แสนล้านบาทแรก จะมีการลงนามในสัญญาครบถ้วนกลางเดือนมีนาคมและอีก 1.5 แสนล้านบาทหลังจะลงนามได้วันที่ 8 เมษายนแน่นอน แต่จากสถานการณ์การเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็งล่าสุด วันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณแล้วกว่า 2.68 แสนล้านบาท จำนวน 32,554 โครงการ แต่มีการทำสัญญาไป 2.07 แสนล้านบาท จำนวน 13,901 โครงการ และมีการเบิกจ่ายไป 1.07 แสนล้านบาท จำนวน 10,726 โครงการเท่านั้น
การทำสัญญาจึงน่าจะเลื่อนออกไปตามการขยายเวลาให้กระทรวงที่ยังมีปัญหาความล่าช้าและคงต้องติดตามการใช้เงินในระยะต่อไปว่าสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายและเสถียรภาพรัฐบาลที่สั่นคลอนจากกระแสข่าวการยุบสภาที่จะเป็น 9 เดือนหรือเร็วกว่านั้น จะกระทบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือไม่ หรือในช่วงโค้งสุดท้ายนี้จะมีการปล่อยผีอนุมัติโครงการและเร่งรัดการใช้เงินจนขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบตามมา
รัฐบาลลดกู้เงินหวั่นหนี้พุ่งพรวด
นอกจากปัญหาการเบิกจ่ายเงินล่าช้าแล้วดูเหมือนว่าขณะนี้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ จะเริ่มไม่แน่ใจถึงการกู้เงินจำนวนมหาศาลมาใช้ลงทุน เพราะนอกจากความไม่มีประสิทธิภาพของการใช้เงินแล้ว ส่วนหนึ่งยังเป็นผลมาจากการถูกตั้งคำถามว่าเป็นรัฐบาลที่เข้ามากู้เงินมากที่สุด ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบยกมาโจมตีบ่อยครั้ง
ทำให้นายกฯ สั่งการให้กระทรวงการคลังรวบรวมตัวเลขการกู้เงินย้อนหลังไป 10 ปี ว่ามีการกู้เงินมากที่สุดช่วงไหน รัฐบาลไหน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมตัวเลขแล้วพบว่าการกู้เงินจำนวนมากเกิดขึ้นในรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์จริง เฉพาะตัวเลขจาก พ.ร.ก. ก็อยู่ในระดับ 3.5 แสนล้านบาทแล้ว ยังไม่นับรวม พ.ร.บ.กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาทที่จะตามออกมา
ล่าสุดทั้งนายไตรรงค์และรมว.คลัง ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าจะพยายามหันมาใช้เงินที่มาจากรายได้หรือการจัดเก็บภาษีมากขึ้นและลดการใช้เงินกู้ลง ประกอบกับช่วง 5 เดือนรัฐบาลจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายแล้ว 1.0 7 แสนล้านบาทและทั้งปีมองว่าจะสูงกว่าเป้าหมาย 1.72 แสนแสนล้านบาท จึงน่าจะช่วยลดการกู้เงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณได้นับแสนล้านบาท
กระทรวงการคลังมองว่าควรดึงเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาใช้จ่ายแทน เพื่อลดการกู้เงินชดเชยขาดดุลลงประกอบกับ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทก็ยังไม่ผ่านสภาจากอุบัติเหตุทางการเมือง ทำให้รัฐบาลตัดสินใจเพิ่มวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2554 แทน โดยกำหนดกรอบวงเงินที่ 2.07 ล้านล้านบาทและเพื่อให้มีเม็ดเงินลงทุนมากกว่าปีก่อนแต่ก็ถือว่ายังมีสัดส่วนไม่มากนักจึงมองว่ายังจำเป็นต้องเดินหน้าประกาศใช้ พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทต่อไปเผื่อกรณีฉุกเฉินเกิดเหตุที่อยู่นอกเหนือการคาดหมาย อันมีเหตุให้เศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวต้องสะดุดลงประกอบกับประเทศไทยยังมีความต้องการเงินลงทุนในโครงการที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว แต่ในความเป็นจริงคงกู้ไม่ถึง 4 แสนล้านบาท เพื่อดูแลไม่ให้หนี้พุ่งขึ้นสูงเกินกว่า 60% หรืออาจจะไม่ได้กู้เลยอย่างที่นายไตรรงค์ เปรยไว้ก่อนหน้านี้



