
นปช.ส่งการ์ดประกบจนท.ศอฉ.จำตึกสูง
ศอฉ.สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มพื้นที่ชุมนุม ลั่นอาจมีการใช้อาวุธหากฝ่าฝืน พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นไปอยู่บนอาคารสูงแยกราชประสงค์ โฆษกศอฉ.ยันยังไม่จำเป็นต้องประกาศกฎอัยการศึกและไม่ต้องขยายประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปยังพื้นที่อื่น ขณะที่ นปช.เตรียมส่งการ์ดแดงประกบ
(18เม.ย.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงว่าการประชุม ศอฉ.ช่วงเช้าที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและผู้อำนวยการ ศอฉ. เป็นประธานนั้น ได้มีการสั่งเพิ่มมาตรการดูแลชุมนุมด้วยการเพิ่มจุดตรวจและจุดสกัด เพื่อไม่ให้มีผู้มาชุมนุมเพิ่ม หากมีการฝ่าฝืนจะมีมาตรการขั้นต้น คือการออกใบสั่งแจ้งเตือน และหากยังฝ่าฝืนอาจมีการใช้กำลังผลักดันตามกฎ 7 ประการ ซึ่งจะไม่ให้มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่หรือการยึดอาวุธของเจ้าหน้าที่ได้อีก หากมีความพยายามดังกล่าว จะต้องใช้อาวุธเพื่อป้องกันคนเอง
นอกจากนี้ จะส่งชุดระวังป้องกันไปอยู่บนพื้นที่สูงของอาคารโดยรอบ เพื่อระวังเหตุโดยจะเป็นเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ เพื่อความโปร่งใส ขณะเดียวกันเจ้าของอาคารสถานที่บริเวณพื้นที่ชุมนุม ไม่ควรให้ผู้ก่อการร้ายเข้าไปใช้อาคารได้เพราะจะมีความผิด
โฆษกศอฉ.ยันยังไม่จำเป็นต้องประกาศกฎอัยการศึก
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก เพราะคิดว่าการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีความเพียงพอแล้ว เพียงแต่ต้องลงไปดูรายละเอียดการปฏิบัติและเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมาย ทำอย่างตรงไปตรงมาทุกขั้นตอน ต้องทำให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ที่จะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้อาวุธ ก็ต้องใช้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และจนขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องขยายการประกาศพ.ร.ก. ฉุกเฉินไปยังพื้นที่อื่นๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดเหตุปะทะขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. กับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบสถานการณ์ โฆษก ศอฉ. กล่าวว่า ต้องรับผิดชอบร่วมกันพร้อมถามว่าการที่กลุ่มเสื้อแดงปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายเข้าไปแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม จะรับผิดชอบอย่างไร
นปช.ส่งการ์ดแดงประกบจนท.ศอฉ.จำตึกสูง
เมื่อเวลา 13.45 น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ได้เดินทางมาประสานกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช . โดยเปิดเผยว่า ที่มาในวันนี้เพื่อมาขอพื้นที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน ที่มีผู้ชุมนุมไปปิดกั้นอยู่ด้านฝั่งสยามดิสคัฟเวอรี่เนื่องจากขัดขวางการจราจร ให้ถอยร่นเข้ามาบริเวณแยกเฉลิมเผ่า และได้ขอประสานให้งดใช้เครื่องขยายเสียงบริเวณโรงพยาบาลจุฬา เนื่องจากสมเด็จพระสังฆราชได้รักษาพระวรกายอยู่ ซึ่งอาจทำให้รบกวน โดยทางแกนนำได้รับปากทั้ง 2 จุด นอกจากนี้ยังได้ประสานขออาวุธปืนที่ทางศอฉ.ออกมาแถลงว่า ปืนของกองทัพยังสูญหายอยู่จำนวนหนึ่งนั้น นายจตุพร ก็ได้รับปากเช่นกันว่าจะดำเนินการสืบเสาะหามาให้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศอฉ. ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่นำกำลังขึ้นไปประจำที่ตึกสูงบริเวณแยกราชประสงค์เนื่องจากมีข่าวว่า กลุ่มผู้ก่อการร้ายเตรียมจ้องที่จะทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ได้มีการหารือกับหรือไม่ พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ได้รับคำสั่งให้มาประสาน จึงยังไม่ใช่เรื่องของตน
ด้านนายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการประสานของพล.ต.ต.วิชัย ครั้งนี้ เราจะดำเนินการตามที่ร้องขอ แต่สำหรับเรื่องอาวุธปืนนั้น เราก็จะพยายามสืบเสาะมาให้ แต่ขอให้เข้าใจด้วยว่าประชาชนไม่มีอาวุธปืน การต่อสู้ก็ต่อสู้ด้วยมือเปล่า และตนก็ไม่รู้ว่าจะไปสืบหามาจากไหน และตนก็ไม่รู้ว่าอาวุธดังกล่าวที่ ศอฉ.แถลงข่าวว่าหายนั้น หายจริงหรือไม่ เพราะอาวุธทุกอย่างที่เรายึดได้มา เราก็คืนให้หมดไปแล้ว
อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าการดำเนินการของศอฉ.เป็นเรื่องที่เลอะเทอะต่อเนื่อง มีการให้ข่าวที่ให้ร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงตลอดเวลา รวมถึงเรื่องผู้ก่อการร้าย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคำสั่งศอฉ. ที่ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปประจำที่ตึกสูงนั้น ตนก็ได้ประสานขอให้ พล.ต.ต.วิชัย ไปเจรจากับทางรัฐบาลว่าในส่วนของคนเสื้อแดง ก็จะส่งกำลังขึ้นไปประกบด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจหากใช้กำลังเท่าใด เราก็จะขอใช้กำลังเท่านั้น
"หลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเห็นว่าผู้ที่สูญเสียชีวิตส่วนใหญ่ เสียชีวิตจากการโดนยิงจากตึกสูง เช่น อาคารโรงเรียนสตรีวิทยา อาคารสลากกินแบ่ง ดังนั้นตรงนี้เพื่อเป็นการไม่ประมาท เราจึงขอให้คนของเราร่วมสังเกตการณ์ด้วย นอกจากนี้เห็นได้ว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.ที่มีการขนรถหุ้มเกราะถึง 7 คันมาเตรียมไว้ เท่าที่ทราบรถหุ้มเกราะที่เตรียมไว้นั้น เตรียมไว้เพื่อเก็บศพคนที่ตาย โดย 1 คัน สามารถเก็บศพได้ 10 คน เพราะฉะนั้นเป้าหมายของผู้เสียชีวิตคือ 70 คน และผมก็ไม่อยากให้มีการสูญเสียเหมือนครั้งที่ผ่านมา และเพื่อไม่ให้เสี่ยงเกินไป ดังนั้นเมื่อทางรัฐบาลมีวิธีการปฏิบัติอย่างไร เราก็ขอมีวิธีการปฏิบัติอย่างนั้นเช่นกัน การดำเนินการเช่นนี้เป็นเรื่องของการใช้จิตวิทยา ซึ่งไม่มีปัญหา เราก็จะเตรียมการระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา " นายจตุพรกล่าว
เมื่อถามว่าจะมีการขยายพื้นที่การชุมนุมไปถึงธ.กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถ.สีลม เมื่อไร นายจตุพร กล่าวว่า เวลานี้ต้องประเมินจำนวนผู้ชุมนุม ซึ่งเชื่อว่าภายใน 1 - 2 วัน หากผู้ชุมนุมมามาก ก็คงเป็นธรรมชาติที่พื้นที่การชุมนุมจะขยายไปถึงถ.สีลม ได้เอง แต่ทั้งนี้คงไม่จำเป็นต้องไปตั้งเวทีปราศรัยบริเวณนั้น
ปชป.จี้รัฐป้องกันหวั่นม็อบหลากสีปะทะม็อบแดง
เมื่อเวลา 10.45 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า สถานการณ์การเมืองวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้ติดตามความคาดหวังของประชาชนที่ ต้องการให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง ขณะเดียวกันก็มีความห่วงใยว่าจะมีผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ โดยการใช้อาวุธทำร้ายประชาชนในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้ออกมาชุมนุม อย่างเป็นรูปธรรมทั้งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
"ทางพรรคห่วงใยว่าการชุมนุมจะเกิดการสร้างสถานการณ์โดยผู้ไม่หวังดี ที่ได้ใช้อาวุธกระทำการรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา จึงขอให้รัฐบาลดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่ออกมาชุมนุมแสดงความไม่เห็นด้วย กับความวุ่นวายของบ้านเมือง และป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มเหมือนกับที่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 51 จนทำให้เกิดการสูญเสีย"
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันความรับผิดชอบในการที่จะรับผิดชอบบ้านเมืองและ ประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมอย่างบริสุทธิ์ ทั้งนี้พรรคได้พิจารณาว่าจะต้องแยกภารกิจเป็น 3 ส่วนคือ 1. แยกการดำเนินการของผู้ก่อการร้ายที่ใช้อาวุธสงครามเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ออกจากผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่ถูกชักจูง หรือร่วมชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางของรัฐบาลในเรื่องการปรับโครงสร้างศูนย์ อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และการโอนคดีที่เกี่ยวข้องสู่การพิจารณาของ ดีเอสไอ ซึ่งจะทำให้สามารถขอความร่วมมือกับมิตรประเทศในเรื่องเส้นทางการเงิน และการลำเลียงอาวุธ และพรรคตระหนักว่าภารกิจนี้เป็นของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลบ้านเมือง และสถาบันหลักของชาติ
นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า 2. ป้องกันการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่พุ่งเป้าทำลายเศรษฐกิจของประเทศ เพราะที่ผ่านมาในช่วงแรกของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ไม่ได้กระทบกับดัชนีหุ้น แต่ต่อมาเมื่อมีการยกระดับการเคลื่อนไหวก็ได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และทำลายเศรษฐกิจ ทำให้ความเสี่ยงเรื่องการว่างงานกลับคืนมา รวมถึงรายได้ที่ลดลงก็จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการที่แกนนำเสื้อแดงได้เตรียมการจะเคลื่อนการชุมนุมไปที่ถนนสีลม นั้น รัฐบาลจะต้องทำทุกทางเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลกระทบไม่น้อยกว่าการปิดสนามบิน ดังนั้นรัฐบาลต้องป้องกันและควบคุมพื้นที่การชุมนุมไม่ให้ออกจากสี่แยกราช ประสงค์
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า 3. สังคมต้องร่วมกันวางแผนในการแก้ปัญหาความขัดแย้งและหาทางออกให้สังคม รวมถึงต้องปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ของสังคมเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำใน สังคมที่ถูกนำมาขยายผลเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งนี้พรรคเห็นว่าการดำเนินการทั้งหมดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ อยู่ภายใต้การรักษาประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ดังนั้นพรรคขอสนับสนุนแนวทางของนายกฯ ที่ใช้ความอดกลั้น รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และพรรคมั่นใจว่าสังคมจะรับทราบว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย.นั้น เป็นเหตุการณ์ไม่คาดคิด และไม่ใช่เกิดจากการตัดสินใจผิดพลาดของรัฐบาล แต่เป็นความตั้งใจของผู้ปฏิบัติการ ซึ่งพรรคมีความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการยกระดับของผู้เคลื่อนไหวในขณะนี้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องแยกผู้ใช้ความรุนแรงออกจากผู้ชุมนุมโดยเร่งด่วน
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นอกจากนี้พรรคยังกังวลในเรื่องการบิดเบือนข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวัน ที่ 10 เม.ย. ดังนั้นภารกิจเร่งด่วนคือการสะสางเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยนอกจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะเสนอตัวเป็นคนกลางแล้วก็ขอเรียกร้องสมาคมสื่อที่ได้บันทึกภาพให้เข้ามามี ส่วนร่วมในการสางข้อเท็จจริง นอกจากนี้ก็ขอเรียกร้ององค์กรวิชาชีพแพทย์ นิติวิทยาศาสตร์ที่จะร่วมพิสูจน์ข้อเท็จจริงบนพื้นฐาน หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นไปตามหลักสากล
พท.ขอทราบคำถามศอฉ.แทน8บุคคลออกหมายเรียก
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายสุเทพออกคำสั่งเรียกให้บุคคลเข้ารายงานตัวต่อ ศอฉ.นั้น ผู้ที่ได้รับหมายเรียกจำนวน 8 ราย ได้มาร้องที่พรรคเพื่อไทย เพื่อขอให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของนายสุเทพเป็นการลุแก่อำนาจ มุ่งใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และเกินสมควรแก่เหตุ จึงขอฝากเตือนไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพว่า อำนาจเมื่อใช้ไปโดยลุแก่อำนาจแล้ว ย่อมปราศจากความชอบธรรม คนจะไม่เคารพและเกรงกลัว จึงขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว โดยวันนี้ เวลา 14.00 น. ตนเองและทนายความซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ที่ถูกออกคำสั่งเรียก 8 คน จะเข้ายื่นหนังสือต่อ ศอฉ. เพื่อขอทราบ
ประเด็นที่ต้องการสอบถาม ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
สำหรับผู้ที่ได้รับหมายเรียก ศอฉ. 8 ราย ประกอบด้วย 1.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 2. นายพรชัย ก่อวัฒนมงคล ผู้ช่วยนางอรุณี กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นภรรยานายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หนึ่งในผู้ถูกหมายเรียก 3.นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ อาจารย์มหามงกุฎราชวิทยาลัย 4.นายชานุ ไชยะ 5.นางพงษ์อัมพร บรรดาศักดิ์ 6.นายพันธุ์ศักดิ์ ซาบุ 7.นายสุรศักดิ์ เหลือประไพกิจ และ8.นายพีระ พริ้งกลาง นักจัดรายการวิทยุชุมชน



