
DSIสอบเหตุเมษาเลือดเชิญปปง.ร่วมตั้ง7กก.ย่อย
"อภิสิทธิ์"งดจัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ ดีเอสไอหารือแนวทางสอบสวนเหตุการณ์ 10 เมษายน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชิญปปง.ร่วมตั้ง 7 กก.ย่อย
(18เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีโทรทัศน์โทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ (NBT) ได้แจ้งผ่านหน้าจอโทรทัศน์ของสถานีว่า ในวันนี้เวลา 09.00 น. ทางสถานีของดออกกาศรายการ "เชื่อมั่นประเทศกับนายกฯอภิสิทธิ์" ซึ่งการงดการออกอากาศในวันนี้ถือว่าเป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังจากที่เกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากการปฏิบัติการในการของใช้พื้นที่จากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ
ดีเอสไอเตรียมหารือแนวทางสอบสวนเหตุการณ์10เม.ย.
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้เรียกเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการรู้เห็นในเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่มเสื้อแดงเพื่อซักถามข้อมูลในเบื้องต้น แต่ยังไม่ใช่การสอบปากคำ เนื่องจากการสอบปากคำพยานในคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ ดีเอสไอ จะต้องร่วมสอบปากคำกับอัยการคดีพิเศษ คาดว่าจะร่วมสอบได้ไม่เกินวันอังคารนี้
พร้อมเตรียมหารือแนวทางสอบสวนร่วมกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในบ่ายวันนี้ (18 เมย.) สำหรับรายละเอียดการซักถามข้อมูล ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะไม่เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และการสอบสวนไม่สามารถเชื่อพยานฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ ต้องชั่งน้ำหนักให้เกิดความเที่ยงธรรมที่สุด
ดีเอสไอสอบเหตุเมษาเลือดเรียกปปง.ร่วมตั้ง7กก.ย่อย
เมื่อเวลา 15.30 น.นายธาริต กล่าวภายหลังการเสร็จสิ้นการประชุมว่า นอกเหนือจาก 10 หน่วยงาน (ดีเอสไอ สำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงกลาโหม โดยกรมพระธรรมนูญ กองทัพบก สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และตำรวจภูธรภาค) ยังได้มีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน ( ป.ป.ง.) เข้ามาร่วมเป็นพนักงานสอบสวนเพิ่มอีก 1 หน่วยงาน เนื่องจากความผิดที่จะต้องมีการสอบสวน มีความผิดฐานก่อการร้ายด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งความผิดมูลฐานกฎหมายฟอกเงิน ของ ปปง. จึงจำเป็นต้องมาร่วมสอบเกี่ยวกับเส้นทางการเงินด้วย เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีหน่วยงานถึง 11 หน่วยงาน
นายธาริต กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังตั้งคณะกรรมการ ชุดย่อยอีก 7 ชุด โดยมี 5 ชุด ดูแลตามมูลฐานความผิด 4 คดี ประกอบด้วย 1.คดีก่อการร้าย 2.คดีขู่บังคับรัฐบาล 3.คดีทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่บาดเจ็บและเสียชีวิต 4.คดีการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ ส่วนอีก 2 ชุดเป็นชุดวิเคราะห์ข้อมูลและชุดตรวจสอบด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมการกระทำผิด การใช้สื่อโทรศัพท์ โดยทั้ง 7 ชุดจะมีตัวแทนของ 11 หน่วยงานเข้าร่วม ขณะที่การสอบสวนไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่แน่นอน หากคดีไหนเสร็จก่อนก็จะปิดสำนวนคดีนั้นก่อน โดยในวันที่ 19 เม.ย. จะเริ่มสอบปากคำผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ด้านการข่าวของกองทัพบกและเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล โดยจะดำเนินการสอบพยานที่ดีเอสไอ เนื่องจากเป็นการรักษาความปลอดภัยสำนวนคดี แต่ถ้าพยานไม่สะดวกเราก็พร้อมไปสอบปากคำนอกสถานที่ได้ และในวันที่ 20 เม.ย. เวลา 10.00 น. ตนจะเดินทางไปพบ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อหารือถึงการแบ่งสำนวนคดีไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน โดยคดีที่เข้าข้อหาหนักที่ดีเอสไอรับผิดชอบก็จะรับมาดำเนินการทั้งหมด ส่วนความผิดเล็กน้อยจะเป็นความรับผิดชอบของตำรวจ
เมื่อถามว่า จะเริ่มต้นทำคดีในช่วงใด นายธาริต อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ยังอยู่ระหว่างการรวบรวม แต่จะเริ่มทำคดีที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2552 ซึ่งเฉพาะคดีระเบิดก็มีมากถึง 40 คดี ส่วนคดีการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์นั้น เป็นคดีที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการเสียชีวิตของสื่อมวลชน ไม่เฉพาะคนต่างชาติ หากเป็นสื่อมวลชนไทย ดีเอสไอก็ให้ความสนใจด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้การประชุมดังกล่าวใช้เวลา ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง และนัดหารือคณะกรรมการ 11 หน่วยงาน ครั้งต่อไปในวันที่ 21 เม.ย. เวลา 14.00 น.



