
ระทึก!!หลัง"อนุพงษ์"คุมเบ็ดเสร็จ
หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหาร จากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) กับ ประชาชนคนเสื้อแดง ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 20 ราย หนึ่งในนั้นคือ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสน
ทำให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ต้องปรับแผนการใช้กำลังใหม่ทั้งหมด ตามคำบัญชาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ด้วยการแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งจากเดิมเป็นแค่ ผช.ผอ.ศอฉ. ทำหน้าที่ เป็นหัวหน้ารับผิดชอบในเขตพื้นที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อเป็น “คีย์แมน” คนสำคัญในการบูรณาการจัดกำลัง “ทหาร-ตำรวจ-พลเรือน” ดูแลสถานการณ์การชุมนุมอีกครั้ง
โดยเฉพาะการประกาศของ 3 เกลอ “วีระ มุสิกพงศ์-จตุพร พรหมพันธุ์-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ที่จะเคลื่อนไหวใหญ่ระหว่างวันที่ 19-21 เมษายนนี้ จึงได้มอบ “ดาบอาญาสิทธิ์” ให้ พล.อ.อนุพงษ์ ในการจัดการสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดความวุ่นวายในอีก 1-2 วันข้างหน้า เร่งจัดกำลังให้เกิดความเป็น “เอกภาพ” มากที่สุด
การที่ ศอฉ.เลือก พล.อ.อนุพงษ์ มารับหน้าเสื่อ 1 ใน 3 อำนาจเต็มของ ศอฉ. เนื่องจากเห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ มีกำลังอยู่ในมือกว่า 2 แสนนาย หากเทียบกับเหล่าทัพอื่นที่มีอยู่ประมาณ 6-7 หมื่นนายเท่านั้น และการที่ไม่เลือก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เพราะเห็นว่า พล.อ.ประวิตร เป็นผู้ถือนโยบายของกองทัพ
และวันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ ก็สั่งให้ผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกับกองทัพบกทั้งประเทศ มาร่วมประชุมกับ ศอฉ. ที่มีนายอภิสิทธิ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม
งานนี้ 5 เสือ ทบ. มากันครบทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก รวมถึง พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เพื่อจัดทัพในการแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่รวมพลกันอยู่ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ให้เร็วที่สุด
พล.อ.อนุพงษ์ จะทำตามที่ นายอภิสิทธิ์ บัญชาการหรือไม่ ถ้าย้อนเหตุการณ์ในอดีตสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยสั่งให้พล.อ.อนุพงษ์ เป็นหัวหน้าชุดในการสลายม็อบเสื้อเหลือง แต่พล.อ.อนุพงษ์ก็ไม่ทำตามคำสั่งดังกล่าว อ้างว่าต้องตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐกับเอกชน มาร่วมกันหาทางออกในการแก้วิกฤติเสียก่อน
จนในที่สุดก็ไม่มีอะไรคืบ ทำให้นายสมัครต้องประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยที่พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ได้ทำอะไรกับเรื่องนี้
หลายคนมองว่าการเปลี่ยนแปลงภายใน ศอฉ. ครั้งนี้เกิดปัญหาระหว่าง “อภิสิทธิ์-สุเทพ” โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการจับกุมแกนนำที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ไม่สามารถจับกุม “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง-สุภรณ์ อัตถาวงศ์” ได้เนื่องจากแผนเกิดแตกถูกคนเสื้อแดงบุกมาชิงตัวไปได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่มองกันในยามนี้คือ ปัญหาความขัดแย้งกันระหว่าง “รัฐบาล-กองทัพ” โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ หลังจากเกิดเหตุปะทะกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน พล.อ.อนุพงษ์ คิดถึงบ้าน เพราะเหลือเวลาในตำแหน่งแม่ทัพบกเพียง 5 เดือนเท่านั้น
จึงถูกมองว่า พล.อ.อนุพงษ์ เริ่มทำตัวเป็น “เกียร์ว่าง” ไปเสียแล้ว จึงทำให้นายกรัฐมนตรีที่คุมอำนาจเต็มในเวลานี้หาช่องทางกระตุ้นเลือดนักรบให้ลุกขึ้นมาปฏิบัติการแก้ไขปัญหากลุ่มคนเสื้อแดงชนิดเอาจริงเอาจัง เพราะลำพัง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าที่ ผบ.ทบ.คนที่ 37 คนเดียวคงไม่ไหวแน่
อย่างไรก็ดีมีเรื่องเล็กน้อย แต่ "กินใจ" กันระหว่างกองทัพ-ตำรวจ กับฝ่ายการเมือง ที่เมื่อทำได้ก็แสดงท่ารักใคร่ แต่เมื่อผิดพลาดกลับได้ยินเสียงกระโชกโฮกฮาก ถึงขั้นตะคอกกันเลยทีเดียว
ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่ไม่ต่างจาก "โคนันทวิศาล" กันทั้งนั้น ทำงานเหนื่อย ลูกน้องเจ็บ-ตาย กลับมาเจอการแสดงท่าทีฉุนเฉียวจนเกินเหตุ แล้วมันจะได้ใจจากกองทัพและตำรวจไปได้อย่างไร
ร่ำลือกันว่า นี่คือประเด็นเล็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนตัวผู้สั่งการใช้กำลังจากเดิมที่เป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่นอกเหนือจากความพยายามที่จะแสดงภูมิรู้เรื่องยุทธการของทหาร โดยที่ไม่ฟังเสียงเตือนของทหาร ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ใช้คำว่า "ผู้ปฏิบัติ"
แต่ถึงแม้ว่าจะมีข่าวลืออย่างไรก็ตาม นับจากนี้ไป พล.อ.อนุพงษ์ คงจะเลือกเล่นบท "เพลย์เซฟ" ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
หลังการพบปะสนทนากับ ผบ.หน่วยขึ้นตรงวันจันทร์จะต้องมีอะไรออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
นั่นย่อมหมายความว่า เหตุการณ์เช่นเมื่อเช้าวันที่ 16 เมษายน ที่พยายามล็อกแกนนำน่าจะมีขึ้นอีก แต่จะผิดพลาดซ้ำรอยอีกครั้งนั้นต้องไม่ได้
เมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เข้ามารับหน้าที่ "ขุน" คุมกำลัง 100% แล้วจังหวะก้าวย่างจากนี้ไปจึงเป็นก้าวที่สำคัญและต้องจับตามองกันด้วยใจระทึก !
ทีมข่าวความมั่นคง



