ข่าว

แผ่นดินไหวเขย่าโลกเกิดถี่หรือวาระธรรมชาติ?

แผ่นดินไหวเขย่าโลกเกิดถี่หรือวาระธรรมชาติ?

18 เม.ย. 2553

มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์

 ข่าวแผ่นดินไหวที่เฮติและชิลีเริ่มสร่างซาไปจากหน้าข่าวไม่ทันไร เหตุการณ์ธรณีพิโรธที่มณฑลชิงไห่ของจีนก็เกิดขึ้นตามมาติดๆ จนทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า โลกเรากำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยามากขึ้นผิดปกติหรือเปล่า

 ในขณะที่หน่วยกู้ภัยและหน่วยบรรเทาทุกข์ของจีนยังคงทยอยเข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยแผ่นดินไหวที่ห่างไกลในแถบเทือกเขาของมณฑลชิงไห่ เพื่อค้นหาผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตที่ยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของบ้านเรือน บรรดานักวิทยาศาสตร์ก็ออกมาพูดคุยหาคำตอบให้แก่ผู้ที่ข้องใจในปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ว่า มีแนวโน้มจะเกิดมากขึ้นและรุนแรงขึ้นหรือไม่

 ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านธรณีฟิสิกส์ก็ออกมายอมรับว่า บางมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะแม้แผ่นเปลือกโลกจะเคลื่อนตัวมากในช่วงนี้ แต่สำหรับสถิติที่ผ่านมา ช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อยนี้ก็ไม่ถือว่าออกนอกขอบเขตช่วงระยะเวลาปกติของเหตุแผ่นดินไหวในโลก

 "เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงระยะเวลา 20 ปีจากช่วงกลางทศวรรษที่ 2513 จนถึงช่วงกลางทศวรรษที่ 2533 เปลือกโลกมีการเคลื่อนตัวมากกว่า 15 ปีก่อนหน้านั้น เรายังคงไม่รู้ถึงเหตุผลในเรื่องนี้ แต่อาจเป็นเพียงแค่การเคลื่อนตัวเพียงชั่วคราวของแผ่นเปลือกโลกในบริเวณที่มีความตึงเครียดสูงก็เป็นได้" สตีเฟน เกา นักธรณีฟิสิกส์ประจำมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมิสซูรีกล่าว

 ข่าวแผ่นดินไหวในมณฑลชิงไห่ ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ตามมาหลังจากข่าวคราวแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในสหรัฐ เม็กซิโก เฮติ ชิลี และหมู่เกาะริวกิวในญี่ปุ่น ซึ่งล้วนแต่ทำให้มองได้ว่า โลกกำลังเคลื่อนไหวมากผิดปกติ

 "จากมุมมองของมนุษย์ที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างความทรงจำที่สั้น และไม่สมบูรณ์ ประกอบกับการสื่อสารทั่วโลกที่ฉับไวดีขึ้น ทำให้เราทราบข่าวการเกิดเหตุแผ่นดินไหวได้มากขึ้น จึงทำให้เรารู้สึกว่าเหตุแผ่นดินไหวนี้เกิดขึ้นถี่เหลือเกิน แต่ความจริงคือนี่อาจไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ว่าอัตราการเกิดแผ่นดินไหวทั่วโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด" เจ รามอน แอร์โรวสมิธ นักธรณีวิทยาประจำมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนาอธิบายให้ฟัง

 และด้วยจำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้มนุษย์ต้องย้ายไปอยู่ในภูมิภาคที่มีความอันตราย ก็ทำให้เราจะได้ยินข่าวคราวการเกิดแผ่นดินไหวมากขึ้นอยู่แล้ว และยิ่งแผ่นดินไหวเกิดในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ข่าวก็ยิ่งได้รับการรายงานอย่างรวดเร็วติดจรวดมากขึ้นไปด้วย

 "สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อมีคนเสียชีวิตมาก ก็จะยิ่งมีการรายงานข่าวมากขึ้นไปด้วย ในทางกลับกัน หากแผ่นดินไหวไปเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีใครรู้จัก หรือไม่มีคนได้รับอันตราย ข่าวนี้ก็ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจได้มากเท่ากับสถานที่ที่เกิดความเสียหายมาก" จี แรนดี เคลเลอร์ ศาสตราจารย์ด้านธรณีฟิสิกซ์ประจำมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

 แม้แต่เหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีแรงสั่นสะเทือนมากถึง 8-9 ริกเตอร์ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเกิดขึ้น

 "แผ่นดินไหวขนาด 8.8 ริกเตอร์ที่ชิลีถือเป็นเหตุการณ์ผิดปกติ เพราะไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่นักแผ่นดินไหววิทยาก็คาดคิดเอาไว้แล้วว่า เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ในวันหนึ่ง

 "อาจจะฟังดูเลือดเย็นนะ แต่บางครั้งแผ่นดินไหวก็สามารถเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่คุณคาดคิดเอาไว้แล้วว่ามันจะเกิดขึ้น ไม่ช้าก็เร็ว" เคลเลอร์กล่าว

 แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นกับหมู่เกาะริวกิวในญี่ปุ่น และชิลี ถือว่าเป็นเหตุธรณีพิโรธที่เกิดขึ้นได้ เพราะทั้งสองประเทศตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เรียกว่า "วงแหวนแห่งไฟ" ที่ทอดตัวยาวเป็นวงรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ซึ่งเปลือกโลกแผ่นแปซิฟิก และแผ่นเปลือกโลกอื่นๆ มุดตัวลงไปยังแผ่นเปลือกโลกชิ้นอื่น แถมพื้นที่นี้ยังเกิดแผ่นดินไหวมากถึงร้อยละ 90 ของแผ่นดินไหวทั่วโลกด้วย ส่วนพื้นที่ที่เกิดแผ่นดินไหวมากรองลงมากคือแถบตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

 สำหรับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในจีนนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมายืนยันแล้วว่า เหตุธรณีพิโรธที่เกิดขึ้นในมณฑลชิงไห่ ไม่มีส่วนเชื่อมโยงกับแผ่นดินไหวใหญ่ที่มณฑลเสฉวนเมื่อปี 2551

 "นี่ไม่ใช่แผ่นเปลือกโลกเดียวกัน แต่เกิดจากสาเหตุคล้ายกันนั่นคือแผ่นเปลือกโลกอินเดียชนเข้ากับแผ่นเปลือกโลกเอเชีย มันไม่ใช่การปลดปล่อยความตึงเครียดของแผ่นเปลือกโลกบริเวณนั้นอย่างที่ใครหลายคนมักใช้อธิบายการเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณอื่น" เดวิด โรเธอรี จากมหาวิทยาลัยโอเพนในอังกฤษอธิบาย

 แผ่นดินไหวที่เสฉวนเกิดจากการผลักตัวของเปลือกโลกบริเวณนั้น แต่แผ่นดินไหวที่มณฑลชิงไห่เกิดจากการที่เปลือกโลกเคลื่อนตัวไปในทิศทางตรงกันข้ามกันที่เรียกว่า "สไตรค์-สลิป" และแม้จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในบริเวณนี้บ่อยครั้ง โดยก่อนหน้านี้จีนเคยเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มากแล้ว โดยเมื่อปีพ.ศ.2099 เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองเสิ่นซี ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 8.3 แสนคน และเมื่อปี 2519 เกิดแผ่นดินไหวที่เมืองถังซ่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีก 2.55 แสนคน และอยู่ห่างจากพื้นที่แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดในมณฑลชิงไห่ไปราว 800-1,600 กิโลเมตร

 อย่างไรก็ดี ตั้งแต่พ.ศ.2443 เป็นต้นมา หรือเป็นเวลา 110 ปี ไม่มีรายงานการเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ในบริเวณนี้ ขณะที่แผ่นดินไหวครั้งนี้ยังเกิดขึ้นที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ซึ่งค่อนข้างตื้นมาก มากกว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นกับกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติเสียอีก และด้วยแผ่นดินไหวที่ตื้นขนาดนี้ ยิ่งทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

 แต่ เควิน แมคคู ผู้อำนวยการศูนย์แผ่นดินไหววิทยาออสเตรเลียกล่าวว่า ถึงแม้แผ่นดินไหวนี้จะสร้างความเสียหายมาก แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นแผ่นดินไหวใหญ่ ขณะที่จำนวนประชากรที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างหากคือตัวแปรที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น เช่นเดียวกันโรเธอรีที่มองว่าสาเหตุเกิดขึ้นจากบ้านเรือนที่ได้รับการก่อสร้างอย่างไม่ดีที่ทำให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงขึ้น

 "เป็นเรื่องปกติที่ผู้คนจะล้มตายจากเหตุแผ่นดินไหวเพราะบ้านเรือนที่ได้รับการก่อสร้างไม่ดีพังพาบ และยิ่งในภูมิภาคที่มีความยากจน ก็ยิ่งทำให้กฎระเบียบการก่อสร้างบ้านเรือนถูกละเลย ทั้งๆ ที่กฎระเบียบเหล่านั้นมีขึ้นเพื่อปกป้องผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน" โรเธอรีกล่าวทิ้งท้าย