
เดอะ นัมเบอร์เมื่อตัวเลขอยู่รอบตัวเรา
ปกติเวลาจัดรายการ เงินทองต้องรู้ ทางวิทยุเอฟเอ็ม 90.5 ที่ออกอากาศพร้อมๆ กับทางอินเทอร์เน็ต www.nationradio.co.th ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-11.30 น. ถ้ามีเวลาว่างๆ ดิฉันก็มักจะหยิบหนังสือเกี่ยวกับการเงิน การลงทุน
(รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ) มาแชร์กับคุณผู้ฟังในรายการ บางครั้งก็แชร์เฉพาะเนื้อหาแบบเล่าสู่กันฟัง แต่บางโอกาส หากว่าสำนักพิมพ์ส่งมาให้เป็นอภินันทนาการ ก็สามารถจัดส่งไปให้คนฟังรายการได้ด้วย
เมื่อประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีสำนักพิมพ์ชื่อ Blissiness ส่งหนังสือมาให้อ่านเล่มหนึ่งค่ะ จริงๆ ผู้จัดส่งมีวัตถุประสงค์ให้แนะนำผ่านทางรายการวิทยุ เพราะคงเข้าใจว่ากลุ่มผู้ฟังรายการเป็นกลุ่มเป้าหมายของหนังสือแนวๆ นี้ แต่ดิฉันลองอ่านแล้ว เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ฟัง จึงขออนุญาตนำมาแนะนำต่อ แต่ต้องบอกก่อนนะคะว่า วันนี้แชร์ได้แต่เนื้อหาสาระ เพราะหนังสือมีเล่มเดียวเท่านั้นเอง
ดังนั้นถ้าอ่านๆ ไปแล้วเกิดสนใจ ต้องทางใครทางคนนั้น หาซื้อกันตามร้านหนังสือเองแล้วกันนะคะ
หนังสือเล่มนี้ชื่อเรื่อง “เดอะ นัมเบอร์” (The Numbers) เป็นผลงานของ คุณอมิตา อริยอัชฌา ซึ่งตามประวัติในหนังสือบอกว่า เธอทำงานด้านสื่อสารมวลชน ทั้งข่าว โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสิ่งพิมพ์ มาตลอด 20 ปี มีผลงานเขียนหนังสือมาแล้วมากกว่า 30 ชื่อเรื่อง รวมทั้งผลงานหนังสือการเงินส่วนบุคคล “เขาเก็บเงินกันอย่างไรได้เป็นล้าน” และ “เขาใช้เงินกันอย่างไรมีเงินใช้ตลอดชีวิต”
ในบทนำของหนังสือเล่มนี้บอกว่า ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม แต่ชีวิตของคนเราทุกวันนี้ เราหนี “ตัวเลข” ที่ล้อมตัวเราไว้ไม่พ้น
เงินเดือนก็เป็นตัวเลข ค่าใช้จ่ายก็เป็นตัวเลข หนี้สินก็เป็นตัวเลข ใบแจ้งหนี้ก็ตัวเลข ค่าผ่อนบ้านก็ตัวเลข ค่าเล่าเรียนลูกก็ตัวเลข แม้แต่เงินในบัญชีก็มีแต่ตัวเลข
หนังสือบอกว่า ตัวเลขสำคัญกับชีวิตขนาดนี้ คงจะดีถ้าเราทำใจให้รักมันได้
ว่าจะไป “ตัวเลข” ก็ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวขนาดนั้นนะคะ เพราะตอนเด็กๆ ดิฉันก็ไม่ชอบ “ตัวเลข” เหมือนหลายๆ คนนั่นแหละค่ะ แต่ตอนเลือกเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายก็เรียนสายวิทย์-คณิต หนำซ้ำพอเข้ามหาวิทยาลัย ยังเรียน “บัญชี” อีกต่างหาก พอเรียนจบ เริ่มทำงานด้วยการเป็นนักข่าวสายหุ้น จวบจนปัจจุบันที่ยุ่งๆ กับตัวเลข เท่ากับว่าชีวิตนี้หนีตัวเลขไม่พ้นจริงๆ
สุดท้ายจาก “ไม่ชอบ” แต่เมื่อต้อง “อยู่ด้วยกัน” ก็เลยกลายเป็น “ความคุ้นเคย” และอยู่ร่วมกับตัวเลขได้อย่างสงบสุข
กลับมาที่หนังสือกันต่อดีกว่าค่ะ ในบทนำยังบอกอีกว่า ตัวเลขทางการเงินก็เหมือนตัวเลขทางสุขภาพ คุณไปโรงพยาบาลปีละครั้ง เพื่อตรวจวัดหาตัวเลขต่างๆ ตั้งแต่ตัวเลขน้ำหนัก น้ำตาล ความดัน จนถึงตัวเลขไขมันในเส้นเลือด ตัวเลขเหล่านี้คอยสะท้อนว่าคุณมีสุขภาพดีร้ายเพียงใด และต้องปฏิบัติต่อไปอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง
ตัวเลขทางการเงินก็เช่นกัน อนาคตทางการเงินของคุณจะเป็นเช่นไร คุณจะกำหนดมันได้ ก็ต่อเมื่อรู้ตัวเลขของตัวเอง
หัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ “หลักง่ายๆ ทางการเงินที่เป็นรูปธรรม” ซึ่งเรียกว่า “รูล ออฟ ธัมป์” (Rule of Thumb) หรือ “หลักหัวแม่โป้ง” ซึ่ง ลินน์ โฮปเวลล์ ที่ปรึกษาการเงินและบรรณาธิการของ เดอะ เจอร์นัล ออฟ ไฟแนนเชียล แพลนนิ่ง เขียนไว้ว่า “หลักหัวแม่โป้ง เหมาะสำหรับคนที่อยากตัดสินใจอะไรสักอย่างโดยไม่ต้องคิดถึงมันมาก..เพราะชีวิตก็มีเรื่องยุ่งยากมากพออยู่แล้ว”
40 ตัวเลขที่น่าสนใจในแต่ละบทเลือกสรรมาทั้งหมดจากบรรดา “หลักง่ายๆ” หรือ “รูล ออฟ ธัมป์” ซึ่งกูรูผู้เชี่ยวชาญทางการเงินต่างพากันคิดขึ้นมาเป็นแนวทางเบื้องต้นให้แก่ผู้คนที่กำลังเรียนรู้เรื่องตัวเลข
แน่นอนว่า แต่ละ “หลัก” ย่อมจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งข้อเสียของ “หลักหัวแม่โป้ง” คือ มันเป็นเพียงหลักเบื้องต้น ไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำ 100% และอาจใช้ไม่ได้กับทุกคนในทุกกรณี แต่ข้อดี คือมันเป็นการ “ประมาณการ” ที่ใกล้เคียงความจริงมาก คนทั่วๆ ไปที่มีวิถีชีวิตแบบทั่วๆ ไป สามารถนำไปเป็น “แนวทาง” การตัดสินใจได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โดยอาจใช้เวลาคิดคำนวณแค่ไม่กี่นาที
ดิฉันคงไม่สามารถหยิบยกข้อความทั้งหมดในหนังสือมาบอกกล่าวเล่าความให้ได้อ่านกันผ่านหน้ากระดาษนี้ แต่อนุญาตนำบางส่วนบางตอนมานำเสนอ เพื่อให้เป็นแนวทางสำหรับคนที่อยากจะ “อ่านต่อ” ได้ไปลองหาอ่านเพิ่มเติมให้ครบถ้วน
อย่างตอนที่ 7 หัวข้อ “20 ปีที่แล้ว คือ เวลาดีที่สุดที่จะเริ่มต้น” ยกตัวอย่างอภิมหาเศรษฐีอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ซึ่งเคยบ่นออกมาดังๆ ให้ได้ยินกันทั้งโลกว่า “ผมคิดว่า ตัวเองเริ่มต้นช้าไปหน่อย” ทั้งๆ ที่เขาซื้อหุ้นตัวแรกให้ตัวเองและพี่สาวเมื่อตอนที่เขาอายุ 11 ขวบเท่านั้น ประเด็นที่ “บัฟเฟตต์” ชี้ให้เห็นคือ “เวลาคือทรัพย์สินอันยิ่งใหญ่ อย่าผลาญมันทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์”
หนังสือยกตัวอย่าง “พัดชา” ในวัย 30 ปี ลงทุน 1 หมื่นบาทในหุ้น และทำกำไร 15% เท่ากันต่อปี ภายในเวลา 35 ปี เธอจะมีเงินถึง 1,331,775 บาท แต่หากเธอเริ่มต้นช้าไป 1 ปี โดยลงทุนเมื่ออายุ 31 ปี เธอจะมีเงิน 1,158,084 ล้านบาท นั่นหมายถึงเงินที่หายไปเกือบ 2 แสนบาท ยิ่งเริ่มช้า ความมั่งคั่งก็ยิ่งถูกลดทอนลงไป
หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงกฎ “3 เท่าของรายได้เท่ากับราคาบ้านที่คุณรับไหว” รวมถึง “120 ลบอายุ คือ เปอร์เซ็นต์ลงทุนในหุ้น” และ “ผ่อนบ้านอย่างไรให้เป็นไทเร็วที่สุด” ฯลฯ
ที่ผ่านมา ดิฉันชอบคำว่า “เลิฟ อีส ออล อะราวนด์” (Love is all around) หรือ “ความรักอยู่รอบตัวเรา” มานานแล้ว วันนี้ขอเพิ่มเป็น “ตัวเลขอยู่รอบตัวเรา” ด้วยดีกว่าค่ะ
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



