
มาร์คตั้งอนุพงษ์คุมศอฉ.อัษฎางค์มองปัดรับผิดชอบ
นักวิชาการอิสระชี้การที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้อำนวยการ ศอฉ. เป็นการโยนความรับผิดชอบไปให้ พร้อมพงศ์บุกราบ11ค้านโอนคดีปะทะเดือด10เม.ย.เป็นคดีพิเศษ
(17เม.ย.) นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. โดยเปลี่ยนผู้อำนวยการ ศอฉ. จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มาเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รับผิดชอบดูแลปัญหาการก่อการร้ายโดยตรงนั้น ส่วนตัวไม่รู้ว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งนี้จะดีขึ้นหรือไม่ แต่คิดว่าเป็นการโยนความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีไปให้ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้แทน
เชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะไม่สั่งสลายการชุมนุม เพราะลักษณะไม่ใช่คนรุนแรง และมีจุดยืนมาตั้งแต่ต้นแล้ว ทั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมีการเจรจารอบ 3 เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน โดยขอให้ทุกฝ่ายยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
“พร้อมพงศ์”บุกราบ11ค้านโอนคดีปะทะเดือด10เม.ย.เป็นคดีพิเศษ
เมื่อเวลา 10.15 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์(ร.11 รอ.) เพื่อคัดค้านการที่นายอภิสิทธิ์โอนคดีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นคดีพิเศษ โดยมี พ.ท.วิบูลย์ ศรีเจริญสุขยิ่ง รองผู้บังคับกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือดังกล่าว
จากนั้น นายพร้อมพงศ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 10 รายได้ไปร้องต่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. เพื่อฟ้องร้องให้เป็นคดีอาญาแล้ว และตนพร้อมด้วยส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ไปยื่นร้องต่อกองปราบปรามด้วย ซึ่งมีการรับเป็นคดีอาญาแล้วเช่นกัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินคดีนี้ แต่วันนี้นายอภิสิทธิ์กลับโอนให้คดีดังกล่าวเข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นายปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการคดีพิเศษและกรรมการในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ด้วย จึงเท่ากับนายกรัฐมนตรีกำลังใช้ช่องทางกฎหมายพิเศษมากลบเกลื่อน เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง ทั้งที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กระทำผิด กลับใช้ช่องทางกฎหมายฉ้อฉล ไม่ทำคดีตามกฎหมายอาญา อีกทั้งยังมีเจตนาหรือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย และปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งตนและฝ่ายกฎหมายจะไปฟ้องร้องนายกฯ นายสุเทพ และคณะกรรมการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)
ส่วนกรณีปรับโครงสร้าง ศอฉ. โดยให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. มาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ มีอำนาจในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แทนนายสุเทพนั้น โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์มองว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ทำให้นายกรัฐมนตรีมองว่า พล.อ.อนุพงษ์เข้าเกียร์ว่าง จึงแก้เกมใหม่ให้นายสุเทพเป็นผู้กำกับ แล้วใช้พล.อ.อนุพงษ์เป็นผู้ปฏิบัติ รับผิดชอบแทน ซึ่งเหมือนเป็นการขี่หลังเสือ ถ้าพล.อ.อนุพงษ์ ไม่สลายการชุมนุม ก็จะถูกปลด แล้วตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. มาเป็นผบ.ทบ.แทน ก่อนที่พล.อ.อนุพงษ์จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ถือเป็นเกมการเมืองของรัฐบาลที่ใช้กองทัพเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ใช้กองทัพปราบปรามประชาชน โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม ดังนั้น ถ้ารัฐบาลจะปลดพล.อ.อนุพงษ์ เพราะไม่สลายการชุมนุม ก็แสดงว่ารัฐบาลกำลังสร้างสถานการณ์ของประเทศให้บานปลาย นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงการออกคำสั่งของ ศอฉ.เพื่อเรียกบุคคลในส่วนของพรรคเพื่อไทยให้มารายงานตัวต่อ ศอฉ. ว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทย มีประมาณ 10 กว่าคน ทั้งผู้ที่เป็นอดีตสมาชิกพรรค อดีตส.ส อดีตรัฐมนตรี และนักวิชาการของฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมีทั้งที่เคยและไม่เคยขึ้นเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ให้ไปรายงานตัว ทั้งนี้ ผู้ใหญ่ในพรรคได้หารือเกี่ยวกับข้อกฎหมายแล้วเห็นว่าการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการสร้างภาพข่มขู่ขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม ดังนั้น พรรคจะใช้ช่องทางของทนายไปชี้แจงหรือทำหนังสือชี้แจงแทน โดยจะสอบถามว่าต้องการให้ชี้แจงในเรื่องใดบ้าง เพราะผู้ที่ถูกเรียกนั้นส่วนใหญ่เกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับพลทหารที่ลื่นล้มในห้องน้ำจนเสียชีวิต



