ข่าว

 อุตฯเครื่องหนังไทยยกเครื่องดันเพิ่มขีดแข่งขันสู้แบรนด์นอก

อุตฯเครื่องหนังไทยยกเครื่องดันเพิ่มขีดแข่งขันสู้แบรนด์นอก

16 เม.ย. 2553

ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง และความผันผวนทางเศรษฐกิจที่รุนแรง แต่ในส่วนของภาคธุรกิจแล้ว คงไม่สามารถหยุดรอจนถึงวันที่การเมืองลดดีกรีลงได้ ต้องเดินหน้าพัฒนาทั้งกระบวนการผลิต รูปแบบสินค้า เพื่อยกขีดแข่งขันให้สามารถยืนอยู่ในเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 ผ่าน "โครงการเพิ่มขีดความสามารถในกระบวนการผลิตและพัฒนาการออกแบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าเครื่องหนังไทย" ซึ่งอยู่ภายใต้การผลักดันของกรมส่งเสริมการส่งออกเครื่องหนังของไทยและภาคเอกชน

 ดันโครงการลดต้นทุน-สร้างแบรนด์

 "เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย" นายกสมาคมเครื่องหนังไทย กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องหนังไทยมีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคในการแข่งขันกับแบรนด์ต่างๆ ในตลาดโลก ขณะที่ผู้ประกอบการไทยกว่า 90% เป็นบริษัทขนาดเล็ก มีข้อจำกัดในเรื่องเงินลงทุน หากปล่อยให้ผู้ประกอบการแต่ละรายช่วยเหลือตัวเอง ไม่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนในด้านต่างๆ ขีดความสามารถที่มีก็จะถดถอย ไม่แกร่งพอที่จะแข่งขันกับใครได้ และความจริงสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องหนังของไทยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน คือเทคโนโลยีด้านการผลิตและการออกแบบ เพราะจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความเร็วในการผลิต ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวสินค้า ทำให้แบรนด์ไทยมีความแตกต่าง แข่งขันกับแบรนด์ต่างชาติในตลาดโลกได้ทัดเทียมยิ่งขึ้น 

 สำหรับจุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าวนั้น เป็นความต่อเนื่องจากโรดแม็พที่สมาคม จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2550 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ คือ Buy Quality & Design Buy Thai : ซื้อคุณภาพ ซื้อดีไซน์ - ซื้อสินค้าเครื่องหนังไทย เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการหันมายกระดับคุณภาพสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้า เพื่อเจาะกลุ่มเป้า หมายระดับกลางถึงสูง จากเดิมเน้นลูกค้าระดับกลางถึงล่าง ซึ่งการจะไปถึงจุดหมายได้ อุตสาหกรรมเครื่องหนังยังขาดการพัฒนาเทคนิคการผลิต และแรงงานที่มีฝีมือ โดยเฉพาะบุคลากรนักออกแบบและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความชำนาญ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ภาครัฐได้รับทราบมาโดยตลอด จนก่อให้เกิดความร่วมมือระดับทวิภาคีระหว่างภาครัฐ คือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน คือ สมาคมเครื่องหนังไทย 

 วัตถุประสงค์ของโครงการนี้ เป็นเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในกระบวนการผลิตและกระบวนการทำงาน ซึ่งจะนำไปสู่การลดต้นทุนการประกอบการ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในด้านการออกแบบ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทั้งยังเป็นการสร้างแรงงานใหม่ และส่งเสริมการจ้างงานในประเทศได้อีกด้วย โดยปัจจุบันในอุตสาหกรรมกระเป๋าและเครื่องหนังมีจำนวนแรงงานประมาณ 2 แสนคน

 ผู้ประกอบการที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ ต้องเป็นผู้มีความรู้พื้นฐานทางด้านเทคนิคการผลิต และการออกแบบผลิตภัณฑ์พื้นฐานพอสมควร และมีเป้าหมายในการก้าวไปเป็นผู้ส่งออกสินค้า โดยมีความพร้อมในการพัฒนาเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต มีการจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์สินค้าของตนเอง พร้อมที่จะทำการตลาดและสร้างแบรนด์ของสินค้าของตนเองอย่างจริงจัง

 การเมืองวุ่นยอดซื้อต่างชาติหด

 ทั้งนี้ สมาคมเครื่องหนังไทยได้จัดกิจกรรมที่หลากหลายโดยเน้นให้ความรู้ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งงานประชุมเพื่อพัฒนาธุรกิจ งานสัมมนาเวิร์กช็อป ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเชิงลึกกับโรงงาน โดยสมาคมเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจากสถาบันศึกษาชั้นนำในประเทศและจากหน่วยงานต่างประเทศโดยเฉพาะจากอิตาลีมาให้ความรู้ เทคโนโลยี โนว์ฮาวต่างๆ และคำปรึกษา  โดยเฉพาะเรื่อง โปรดักทิวิตี้ ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเป็นแนวทางการอยู่รอดของผู้ประกอบการ

 นายกสมาคมเครื่องหนังไทยกล่าวว่า อุตสาหกรรมเครื่องหนังไทยก็ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองและเศรษฐกิจโลกเช่นกัน เพราะหากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้ามาท่องเที่ยวและช็อปปิ้งในเมืองไทย ก็ทำให้ยอดขายในประเทศลดลง ซึ่งยอดขายสินค้าเครื่องหนังในประเทศมีสัดส่วนผู้ซื้อที่เป็นต่างชาติถึง 50% ส่วนการส่งออกนักธุรกิจหรือผู้ซื้อต่างประเทศ ก็หยุดเดินทางเข้ามาเลือกซื้อสินค้า หรือร่วมงานแสดงสินค้าใหญ่ในไทย ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าลดน้อยลง เป็นผลให้ยอดการส่งออกโดยรวมถดถอย

 สำหรับเป้าหมายยอดการส่งออกในปี 2553 นั้น สมาคมเครื่องหนังไทยคาดว่าน่าจะขยายในอัตรา 8% ภายใต้เงื่อนไขว่าสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายมากขึ้น ตัวเลขที่ผ่านมาการส่งออกสินค้าเครื่องหนังของไทยในปี 2552 ปรับตัวลดลงจากปี 2551 ในอัตรา 19.70% คิดเป็นมูลค่ารวมอยู่ที่ราว 4.7 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับ 5.85 หมื่นล้านบาทในปี 2551 อย่างไรก็ตาม หากดูตัวเลขในด้านการขายสินค้าเครื่องหนังในประเทศ มูลค่ารวมในตลาดปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท  เนื่องจากในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีการตอบรับจากลูกค้าดีขึ้น