
เงื่อนไขกองทัพกับรัฐบาล
การตัดสินใจยุบเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศของกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วยข้ออ้างว่า แกนนำจะไม่ปลอดภัยเกรงพลซุ่มยิงของทหารจะแก้แค้นเพราะเหตุปะทะเมื่อวันที่ 10 เมษายน นั้นอาจเป็นเหตุผลที่คนเสื้อแดงฟังได้
แต่ความจริงอีกอย่างก็คือ จำนวนคนที่ร่อยหรอ และทุนรอนที่สิ้นเปลืองในการรักษาเวทีและการเช่าเต็นท์เปล่า เช่าเครื่องเสียง วันละไม่รู้เท่าไหร่ ทำให้ตัดสินใจไปรวมกันที่สี่แยกราชประสงค์
ที่สำคัญการย้ายเวทีครั้งนี้ยังเป็นการรุกกลับได้ด้วยว่า หากรัฐบาลอยากได้พื้นที่ก็ขอกันดีๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องนำกำลังทหารมาสลายการชุมนุมจนเกิดการปะทะกันสร้างความสูญเสียอย่างที่เห็น
ภายหลังเทศกาลสงกรานต์นั้นชัดเจนว่า การระดมมวลชนอีกครั้งของคนเสื้อแดงผ่านเครือข่ายส.ส.พรรคเพื่อไทย จะต้องมีขึ้นอย่างแน่นอน
จุดรวมพลที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อจำนวนคนมากขึ้น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และเมื่อศูนย์กลางกระทบแล้ว ก็จะกระจายแรงเสียดทานไปยังหัวเมืองในต่างจังหวัด
นั่นย่อมหมายความว่า ในทางการเมืองความนิยมในพรรคเพื่อไทยก็จะกระทบไปด้วย เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐบาลก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน เพราะไม่สามารถยุติการชุมนุมลงได้
นั่นคือที่มาของ "ปฏิบัติการทางจิตวิทยา" ครั้งล่าสุดของ ศอฉ. ที่ประกาศว่า พื้นที่ที่สี่แยกราชประสงค์เป็นพื้นที่อันตราย ให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่โดยด่วน
เป็นการประกาศตามหลังกระแสข่าวลือว่า รัฐบาลจะขอพื้นที่คืนอีกครั้ง กำหนดวัน ว. เวลา น. น่าจะเป็นวันจันทร์ที่ 19 เมษายน อันเป็นวันเปิดทำงานอย่างเต็มระบบ
ภาพการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหาร การถูกลอบยิงอย่างโหดเหี้ยม และทหารใช้อาวุธตอบโต้ไปประปราย ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย รวมไปถึงกลุ่มคนไล่ฆ่าทหาร ไม่ใช่ภาพที่ผู้ชุมนุมปรารถนา
ยิ่งทหารยืนยันว่า หากไปสลายการชุมนุมครั้งนี้ จะติดอาวุธเต็มรูปแบบ ก็เท่ากับว่า เจ็บ-ตาย น่าจะเป็นเรื่องปกติ ของการสลายด้วยอาวุธ
ขณะเดียวกันฝ่ายตำรวจก็ประกาศล่าตัวแกนนำผู้ชุมนุมที่หากใครหลงออกมาจากวงล้อมคนเสื้อแดง เจอเป็นจับทันที
แต่นั่นดูเหมือนว่า นี่คือความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ขับเคลื่อน ศอฉ. ขณะที่เนื้อใน ศอฉ.ที่ประกอบไปด้วย "ขุนทัพ" นั้น กลับมองว่า การยุบสภาคือการสับคัตเอาท์ลง อย่างน้อยๆ ก็ยืดนาทีเผชิญหน้าออกไปอีกระยะหนึ่ง
กำหนดนัดยุบสภาที่เดิมรัฐบาลชี้ไปที่ 9 เดือนเป็นช่วงเวลาที่นานเกินไป หรือที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอว่า 6 เดือน สำหรับกองทัพแล้ว ก็นานเกินไป
3 เดือนก็มากไปแล้วสำหรับสถานการณ์เช่นนี้
แต่เมื่ออำนาจในการยุบสภาอยู่ในมือของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กองทัพก็มุ่งหวังเพียงว่า จะมีความชัดเจนจากรัฐบาลว่า "ยุบวันไหน เดือนอะไร"
แม้ว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง "ข้อต่อ" ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ จะเห็นว่า หลังเหตุการณ์ 10 เมษายน ทางออกของรัฐบาลในวันนี้มี 3 ทาง
1.ลาออก
2.ยุบสภา
3.สู้ต่อ
แต่ละทางก็มีดีมีเสียต่างกันไป
หาก นายกฯ ลาออก จะทำให้เกิดความวุ่นวาย ไอ้โม่งก็จะทุ่มเงิน พร้อมข้อเสนอโควตารัฐมนตรีเพื่อดึงส.ส.รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไปเลือกคนของฝ่ายค้านเป็นนายกฯ
ขั้วก็พลิกอีกครั้ง
แต่ถ้ายุบสภาในช่วงนี้ ก็เท่ากับเพิ่มพื้นที่ความขัดแย้งให้ขยายไปทั่วประเทศ
การวิเคราะห์ของ สุเทพ นั้นแทบไม่ต่างกับบีบให้ทุกฝ่ายยืนหยัดสู้ต่อไป แม้จะต้องแลกกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของพรรคร่วมรัฐบาล หรือกระทั่งการร่นเวลายุบสภาให้เหลือน้อยลง
น่าเสียดายที่เหล่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ซักถามว่า การวิเคราะห์ของสุเทพนั้น มีในส่วนของท่าทีของกองทัพ ที่สั่งกำลังพลกลับเข้ากรมกองภายหลังความผิดพลาดในการเข้าสลายการชุมนุมเมื่อค่ำวันที่ 10 เมษายน ด้วยหรือไม่
นอกจากนี้ เงื่อนไข 3 เดือนที่ร่ำลือกันว่า ผู้นำกองทัพยื่นให้ สุเทพ ไปหารือกับอภิสิทธิ์นั้น เท็จจริงมากน้อยเพียงใด
รวมทั้งกระแสข่าวที่ว่า กองทัพจะรับเป็นฝ่ายประสานไปยังพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เพื่อให้นำสารไปยัง วีระ มุสิกพงศ์ เพื่อให้ยุติการชุมนุม
มอบหน้าที่เจรจา ทักษิณ ชินวัตร ให้แก่ บรรหาร ศิลปอาชา ไปกล่อมทักษิณ ให้ยุติบทบาท เลิกให้การสนับสนุนการชุมนุมที่รังแต่จะสร้างความเสียหายให้แก่ชาติบ้านเมือง
สุเทพ ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับส.ส.ประชาธิปัตย์ !
แต่ด้วยท่าทีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักอกหนักใจนั้นชัดเจนว่า เวลาของรัฐบาลไปไม่ถึง 9 เดือนอย่างที่วาดหวังเอาไว้แน่นอน
ศรุติ ศรุตา /หัสยา ชาติมนตรี



