ข่าว

เฟซบุ๊กพรึ่บนัดประชุมทุกวันต่อต้านยุบสภา

เฟซบุ๊กพรึ่บนัดประชุมทุกวันต่อต้านยุบสภา

16 เม.ย. 2553

กลุ่มพลังเงียบในโลกไซเบอร์ หลากหลายกลุ่มที่ใช้สื่ออินเทอร์เน็ต ยอดฮิตอย่างทวิตเตอร์ (twitter) และเฟซบุ๊ก (Facebook) โดยมีสมาชิกกว่า 3 แสนคนออกมาเคลื่อนไหวประกาศจุดยืนต่อต้านการยุบสภา พร้อมนัดรวมพลให้กำลังใจรัฐบาลและทหารในวันที่ 16 เม.ย.นี้

 แม้ว่าสงกรานต์เลือดปีกลาย "โซเชียลเน็ตเวิร์ก" หรือการสื่อสารบนสังคมไซเบอร์ออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก  ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่คลานต้วมเตี้ยมๆ ตามพี่ใหญ่อย่างไฮไฟว์ (Hi5) แต่มาเมษาวิปโยคปีนี้เด็กน้อยได้พัฒนาเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และออกมาเคลื่อนไหวแสดงพลังชนิดผู้เกี่ยวข้องต้องเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจว่า พวกเขาคิดและรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ !?!

 แรกเริ่มเดิมทีโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องทั่วๆ ไปในลักษณะพร่ำบ่น แต่มาระยะหลังเกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนเสื้อแดงกับรัฐบาล พวกเขาส่วนใหญ่หันมาเสพข้อมูลข่าวสารบนหน้าเฟซบุ๊กมากขึ้น และแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น

 ท้ายที่สุดมีการรวมตัวกันในชื่อแนวร่วมคนรักชาตินานกว่า 2 เดือนก่อนคนเสื้อแดงจะมาปักหลักชุมนุมใหญ่ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ 14 มีนาคม เป็นต้นมา จนถึงวันนี้มีเครือข่ายเข้ามาเป็นสมาชิกร่วมอุดมการณ์ ทั้งในทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก มีเกือบ 3 แสนคน นำโดยนักวิชาการที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลยุบสภาและต้องการสันติภาพกลับคืนมา

 จากการติดต่อพูดคุยบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ระยะหลังพวกเขานัดรวมตัวแสดงพลังให้สังคมได้รับรู้และรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาตามสถานที่ต่างๆ เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รณรงค์เรียกร้องสันติ-ไม่ยุบสภา และวันที่ 16 เมษายนนี้ ก็จะนัดกันไปให้กำลังใจทหารกับรัฐบาลที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

 อีกด้านหนึ่งหลังเกิดเหตุมิคสัญญี 10 เมษายน 2553 ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ร.ร.สตรีวิทยา ได้ก่อตั้งกลุ่ม "ศิษย์สตรีวิทยาต่อต้านการกระทำของคนเสื้อแดงต่อโรงเรียนอันเป็นที่รักของเรา" ในเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/group.php?gid=104530219588509 หลังจากโรงเรียนถูกกลุ่มเสื้อแดงกล่าวโจมตีว่า เปิดให้ทหารขึ้นไปยิงประชาชนบนอาคารเรียน และเขียนข้อความด่าว่าโรงเรียน ผู้อำนวยการ ศิษย์เก่า และนักเรียนสตรีวิทยา ด้วยถ้อยคำหยาบคาย

 รศ.สุกัญญา บูรณเดชาชัย หัวหน้าภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองปรากฏการณ์นี้ด้วยความสนใจ เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้ไปโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเข้ามามีบทบาททั้งภาคสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

 รศ.สุกัญญามองว่า การสื่อสารประเภทนี้เปิดโอกาสให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมได้สูง ทั้งเป็นผู้รับและผู้ส่งข่าวสาร โดยผู้ส่งสามารถสร้างสาระข้อมูลส่งถึงผู้รับที่สามารถแสดงความคิดเห็นตอบกลับมาได้ จนกลายเป็นชุมชนเล็กๆ ที่นับวันจะขยายตัวใหญ่ขึ้น ที่สำคัญงานวิจัยหลายสถาบันระบุว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย 

 "เมื่อไรก็ตามที่มีปัญหาการเมือง รัฐบาลมักจะควบคุมสื่อให้นำเสนอไปในทิศทางเดียวกัน สื่อทางเลือกจึงกลายเป็นช่องทางให้คนได้นำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นให้คนได้รับรู้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือ การที่คนเราพูดคุยผ่านระบบที่ไม่เห็นหน้า อาจจะขาดความยับยั้งชั่งใจ เกิดการตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นสุดโต่งมากกว่าคุยแบบเห็นหน้ากัน ดังนั้น หากไปใช้ในทางที่ผิดก็อาจจะสร้างความขัดแย้งได้"

 หัวหน้าภาควิชานิเทศศาสตร์ บอกว่า วิวัฒนาการของโซเชียลเน็ตเวิร์กกับการเมืองไทย เริ่มต้นขึ้นจากการแสดงความคิดเห็นบนเว็บบอร์ดและเว็บไซต์ต่างๆ จากนั้นก็พัฒนามาเป็นการส่งข้อความ (เอสเอ็มเอส) ที่เข้าถึงได้เร็วกว่าสื่อหลัก ที่สำคัญมีการสื่อสารแบบทูเวย์คอมมูนิเคชั่น หรือการสื่อสารสองทาง เช่น ไฮไฟว์ ทวิตเตอร์ และล่าสุดเป็นเฟซบุ๊ก ซึ่งก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารของคนหลายกลุ่มในปัจจุบัน

 "บรรพต วุฑฒิปรีชา" นักผลิตสื่อและอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง มองลึกลงไปกว่านั้น คือ โซเชียลเน็ตเวิร์กนอกจากจะเปิดโอกาสและเป็นช่องทางสำหรับการสื่อสารนอกเหนือไปจากสื่อหลักแล้ว ยังเป็นทางออกของคนในสังคมได้แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ชนิดที่สื่อหลักอย่างทีวีกับหนังสือพิมพ์มีข้อจำกัดเรื่องของกฎหมายฉุกเฉิน

 "ในขณะที่รัฐเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำให้สื่อนำเสนอข่าวสารไปในทิศทางเดียวกันได้ เมื่อสื่อหลักทำงานได้ไม่เต็มที่ สื่อรองอย่างโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เข้ามาทำหน้าที่แทน ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเฉพาะรัฐบาลด้วย แม้แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ใช้ประโยชน์ได้เช่นกัน"

 บรรพตอธิบายว่า หากโฟกัสไปที่เรื่องโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเห็นทั้งข้อดีและข้อเสีย หลายคนพยายามหาทางออกให้ตัวเอง เช่น เป็นที่ระบายความเครียดเรื่องการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งแล้วยังทำให้รู้ความคิดเห็นของคนที่อยู่รอบวงโคจรตัวเราว่า เขาคิดอะไรอยู่ ตัวตนเขาเป็นอย่างไร แต่ก็มีข้อเสียอยู่ตรงที่การนำเสนอข่าวสารที่รวดเร็ว ทำให้ไม่มีคนคัดกรองข้อมูลก่อนนำเสนอ มีเพียงเจ้าของยูสเซอร์เท่านั้น ลักษณะความคิดแตกต่างกัน บางคนไม่มีความรับผิดชอบ บางคนไม่ได้คิดหรือหาข้อมูลก่อนนำเสนอข้อความออกไป อาจทำให้บาดแผลสังคมปริร้าวมากขึ้นกว่าเดิม

 "เราต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีคนหันมาใช้การสื่อสารแบบโซเชียลเน็ตเวิร์กมากขึ้น อย่างที่เห็นตอนนี้ก็เรื่องการเมือง เห็นๆ กันอยู่ว่ามีทั้งกลุ่มที่พยายามปลุกปั่น ทางกลับกันก็มีคนอีกกลุ่มพยายามรวมตัวกันยุติความรุนแรงและเยียวยาสังคม แต่อย่างที่บอกทุกอย่างมันเร็วแล้วไม่มีตัวกรองข้อมูลจึงอันตรายมาก"

 อย่างไรก็ดี เมื่อให้เปรียบเทียบบทบาทของโซเชียลเน็ตเวิร์ก ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคนเสื้อแดง ระหว่างปีที่แล้วกับปีนี้นั้น นักผลิตสื่ออิสระตอบว่า กลุ่มคนทั่วไปหันมาใช้ช่องทางนี้มากขึ้นหลายเท่าตัว อย่างตัวเขาเองเมื่อปีก่อนเปิดรับเอสเอ็มเอสข่าวถึง 6 สำนักข่าว แต่พอมาปีนี้เขาเลือกรับข้อมูลข่าวสารจากทวิตเตอร์กับเล่นเฟซบุ๊กเพียง 2 ช่องทางเท่านั้น

 ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 15 เมษายน นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ และกลุ่มเฟซบุ๊กต้านยุบสภา ซึ่งเป็นตัวแทนเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน พร้อมสมาชิกนัดชุมนุมที่อนุสาวรีชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร เพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คัดค้านการยุบสภา และให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

 นพ.ตุลย์กล่าวว่า เรารวมตัวกันเป็นวันที่สามแล้ว และจะนัดสมาชิกรวมตัวแสดงพลังที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทุกวันจนกว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะสลายการชุมนุม แต่จะเปลี่ยนเวลาเป็น 16.00-18.00 น. สำหรับบุคคลที่อยู่ในวัยทำงาน ทั้งนี้ วันที่ 16 เมษายน สมาชิกจะไปชุมนุมกันอย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ที่บริเวณหน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับกลุ่มก่อการร้าย ก่อการกบฏ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และแยกแยะประชาชนผู้บริสุทธิ์ออกมา