
ชาวขอนแก่นแข็งข้อต้านมท.ฮุบศาลหลักเมือง
กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ.2463 ที่ตราไว้เมื่อ 90 ปีก่อน กำลังถูกท้าทาย เมื่อกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย กับเทศบาลนครขอนแก่น
ในฐานะผู้จัดการดูแลศาลหลักเมืองขอนแก่นที่ตั้งมา 55 ปี เมื่อช่วงสิบปีที่ผ่านมา กรมการปกครองได้ทวงถามมายังเทศบาลนครขอนแก่นเพื่อให้นำส่งเงินบริจาคของศาลเจ้าให้กรมการปกครองและให้การบริหารจัดการศาลเจ้าเป็นไปตามกฎหมาย
ฝ่ายหนึ่งอ้างต้องทำตามกฎหมาย อีกฝ่ายหนึ่งแย้งว่า เมื่อกฎหมายไม่สอดคล้องต่อสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันก็สมควรที่จะมีการแก้กฎหมาย เพื่อให้ศาลหลักเมืองขอนแก่น สถานที่ที่เคารพสักการะของชาวขอนแก่นทั่วทั้งเมืองให้เขามีส่วนร่วม
ศาลหลักเมืองขอนแก่น ที่กำลังเป็นข้อพิพาทระหว่างกรมการปกครอง กับเทศบาลนครขอนแก่น ตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของเมือง ถ.เทพารักษ์ หน้าเทศบาลขอนแก่น ตั้งเป็นศาลหลักเมืองเมื่อปี 2498 ในปี 2549 เทศบาลจึงได้ระดมทุนเพื่อจัดสร้างซ่อมแซมศาลหลักเมืองหลังเก่าให้ดูดีขึ้น โดยใช้งบประมาณกว่า 54 ล้านบาท พร้อมเสริมยอดฉัตรทองคำหนัก 8 กิโลกรัม จนการก่อสร้างแล้วเสร็จวันที่ 3 ธันวาคม 2550 และมีการขยายพื้นที่ให้สามารถจัดกิจกรรมสำคัญของเมืองทำให้ศาลหลักเมืองเป็นทั้งที่เคารพสักการะและเป็นลานกิจกรรมไปในตัว และเมื่อมีการบูรณะเสร็จทั้งเงินบริจาคและรายได้จากการดูแลศาลหลักเมืองทำให้มีรายได้เหลือเป็นทุนในดูแลรักษาประมาณ 4 ล้านบาท
และเมื่อกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยที่ถือว่าศาลเจ้าอยู่ภายใต้กำกับดูแลตาม "กฎเสนาบดีว่าด้วยที่กุศลสถานชนิดศาลเจ้า พ.ศ.2463 จึงมีการติดตามทวงถามเกี่ยวกับเงินบริจาคและเงินรายได้จากเทศบาลนครขอนแก่น และให้โอนการกำกับดูแลศาลหลักเมืองให้มาอยู่ในกำกับดูแลของกรมการปกครอง จึงทำให้เกิดความกังขาและสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวขอนแก่น และผู้บริจาคเงินก่อสร้างศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขึ้น จนมีการรณรงค์ต่อต้านทั้งในรูปแบบการออกเอกสาร การเปิดเว็บไซต์ แผ่นป้ายคัดค้านการโอนศาลเจ้าขึ้นกับกรมการปกครอง
นายพีระพล พัฒนพีระเดช นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ให้เหตุผลในการไม่ยอมโอนย้ายศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่นให้กระทรวงมหาดไทย ว่ากฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างเก่าตั้งแต่ พ.ศ.2463 ซึ่งเชื่อว่าเมื่อ 90 ปีที่แล้วคงจะมีเหตุผลเรื่องการปกครองความมั่นคง ทำให้ศาลเจ้าไปขึ้นตรงต่อส่วนกลาง และในปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็เกิดขึ้นมานานแล้ว เช่นเทศบาลนครขอนแก่น ก็เกิดขึ้นมา 75 ปีแล้ว ดังนั้นน่าจะใช้ระบบบัญชีของทางราชการส่วนท้องถิ่นมาดำเนินการบริหารการเงินการคลังได้ และที่ผ่านมาเงินบริจาคเข้ามาในศาลเจ้าก็ผ่านเข้ามาทางประชาชน ซึ่งตั้งแต่ปี 2498 เทศบาลมีการดูแลและจัดทำระบบบัญชีมาโดยตลอด และที่ดินที่ตั้งของศาลหลักเมืองโฉนดก็ยังเป็นของเทศบาลที่มีการจัดซื้อมานานแล้ว
"เรื่องนี้ต้องให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิท้องถิ่น และความเป็นไปเป็นมาของศาลหลักเมืองขอนแก่น ก่อนจะตัดสินใจว่าศาลหลักเมืองขอนแก่นควรให้ใครบริหารสภาพการเงิน จะให้คนขอนแก่น หรือส่วนกลาง หรือคนกรุงเทพฯ มาบริหารต่อไป"
นายพีระพล กล่าวว่า เทศบาลจะทำหนังสือแจ้งกล่าวไปยัง ม.ขอนแก่น โดยผ่านวิทยาลัยการปกครองส่วนท้องถิ่น และสถาบันพระปกเกล้าฯ เพื่อจะดำเนินการศึกษาดูว่าในปัจจุบัน ทั้งประเทศมีศาลเจ้าหรือศาลหลักเมืองใดที่ขึ้นทะเบียนไว้ และยังไม่ขึ้นทะเบียน และศาลเจ้าเหล่านั้นอยู่ในสถานะใด อีกทั้งมีบางศาลเจ้า หรือไม่ที่โอนให้ส่วนกลาง และมีการถ่ายโอนอำนาจให้คนท้องถิ่นดูแล ซึ่งหากศึกษาเรื่องนี้โดยงานวิจัยของมหาวิทยาลัย แล้วนำมาประกอบกับความรู้ภาคประชาชน แล้วผลักดันโดยผ่านอำนาจทางการเมืองและที่ทำไปก็เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสิทธิที่ตนเองจะได้รับนั่นเอง
นายพีระพล กล่าวว่า รายได้จากการบริจาคในศาลหลักเมืองขอนแก่น มีประมาณ 5 แสนบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ต้องสำรองไว้สำหรับค่ากระแสไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าการจัดการด้านความสะอาด ค่าตกแต่งสถานที่ เฉพาะค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนประมาณ 6,000 บาท หากโอนให้ส่วนกลางแล้ว การจัดการจะลำบาก เนื่องจากตามระเบียบการอนุมัติค่าใช้จ่าย ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท อธิบดีอนุมัติได้ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท ถ้าจะอนุมัติถึง 1 หมื่นบาท ต้องเป็นอำนาจของคณะกรรมการส่วนกลาง ซึ่งจะยุ่งยากมาก
"มีคนแนะนำว่า โอนแล้วการบริหารก็ยังเป็นของเทศบาลเหมือนเดิม ระบบบัญชีก็ทำเป็นสองบัญชีได้ แต่ผมเห็นว่ามันยุ่งยากและไม่ตรงไปตรงมา เพราะระบบที่เราทำอยู่ก็ใช้ระบบเดียวกับเงินหลวงทุกอย่าง ถ้าทำตามที่แนะนำ ผมก็ลำบาก" นายพีระพล กล่าว
สมโภชน์ สมบัติ



