ข่าว

อุตฯบันเทิงไทยความท้าทายเทียบชั้นสู่ระดับโลก

อุตฯบันเทิงไทยความท้าทายเทียบชั้นสู่ระดับโลก

16 เม.ย. 2553

ในปัจจุบันนี้พบว่าหลายๆ ประเทศไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย เวียดนาม เป็นต้น ต่างให้ความสนใจที่จะกระตุ้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมบันเทิงและคอนเทนต์ของตนเอง เห็นได้จากการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมนี

เพื่อดึงดูดการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศของตน ตลอดจนการจัดพื้นที่เพื่อสร้างระบบสาธารณูปโภค และสร้างเมืองบันเทิงขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขันและการขยายตัวอย่างไม่มีขีดจำกัดของอุตสาหกรรม

 ขณะที่ประเทศไทยเอง โดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เล็งเห็นศักยภาพของธุรกิจบันเทิงไทยที่ยังมีโอกาสขยายตลาดไปสู่ตลาดโลก จึงให้การส่งเสริมนักธุรกิจไทยให้มีการส่งออกผลงานไปยังต่างประเทศ และกระตุ้นให้นักธุรกิจต่างชาติสนใจในผลงาน และเข้ามาใช้บริการด้านธุรกิจบันเทิงในประเทศไทยมากขึ้น

 นำทัพบันเทิงไทยสู่ตลาดโลก

 นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมบันเทิงและคอนเทนต์ของไทย นับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนในการส่งออก และจากการหารือกับผู้ประกอบการในธุรกิจเองพบว่าปีนี้น่าจะมีการเติบโตที่ดีไม่ต่ำกว่า 10% จากตลาดรวมมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ก็ตั้งเป้าตัวเลขการส่งออกในภาพรวมทั้งปีไว้ไม่ต่ำกว่า 14%

 ทั้งนี้มองว่าบุคลากรของไทยมีฝีมือในการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานไม่แพ้ชาติอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิตภาพยนตร์ การ์ตูน เกม และแอนิเมชั่น ทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถโชว์ความเป็นเอกลักษณ์ไทยและวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี กระทรวงพาณิชย์จึงจะช่วยส่งเสริมในเรื่องของการหาช่องทางตลาดให้ เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจบันเทิงเติบโตต่อไป เช่น การนำคณะผู้ประกอบการเข้าร่วมงานเทศกาลบันเทิงต่างๆ ในต่างประเทศ เช่น งานฟิล์มมาร์ท 2010 ที่ฮ่องกง เป็นต้น

 "จุดเด่นของบันเทิงไทยนั้นมีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสามารถ ทักษะ และประสบการณ์ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย และเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้เราสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในบางเรื่องเราอาจจะยังด้อยกว่าบางประเทศ แต่ก็ยังไม่สายที่เราจะเริ่ม โดยอาศัยความเป็นมืออาชีพของบุคลากรในสายบันเทิงที่จะมาช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่เราก็จะสนับสนุนช่องทางการตลาด ตลอดจนแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้" นางพรทิวา กล่าว

 นางพรทิวา กล่าวว่า ปัญหาที่พบในขณะนี้คือเรื่องของต้นทุนของอุตสาหกรรมที่ยังสูงอยู่ โดยเฉพาะต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์ด้านงานบันเทิงต่างๆ และอีกปัญหาที่สำคัญของธุรกิจบันเทิงก็คือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้อุตสาหกรรมขาดรายได้และไม่ขยายตัวเท่าที่ควร ถือเป็นปัญหาหลัก กระทรวงพาณิชย์จึงดำเนินการปราบปรามในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการช่วยส่งเสริมอีกทางหนึ่ง ส่วนเรื่องที่ได้รับร้องเรียนมาจากภาคเอกชนมาก็คือการคัดลอกเผยแพร่ผลงานผ่านทางเคเบิลทีวีซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ก็จะช่วยประสานงานไปยังกระทรวงไอซีที ที่จะขอให้ช่วยดูแลในเรื่องนี้ด้วย

 นอกจากนี้ยังพบว่าบันเทิงไทยยังขาดข้อมูลด้านตลาดต่างประเทศ ขาดการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และขาดสิ่งจูงใจในการดึงดูดผู้สร้างภาพยนตร์ต่างประเทศให้เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย เป็นต้น

 ดันเป็นฮับ “ฟิล์มและคอนเทนต์”

 รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการส่งออกระบุว่า แนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมฟิล์มและคอนเทนต์ของกรมจะครอบคลุมธุรกิจสาขาต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ ทีวี/บรอดแคสต์ เกมแอนด์แอนิเมชั่น โฆษณา ดนตรี โมบายโฟนคอนเทนต์ สิ่งพิมพ์ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง เช่น บริการก่อนและหลังการผลิต (pre-post production) และบริการโลเกชั่น โดยการสร้างความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ และจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดการค้า การลงทุนกับต่างประเทศ

 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมนี้ให้มีการขยายตัวของรายได้ไม่ต่ำกว่า 25% ซึ่งจะส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจฟิล์มและคอนเทนต์ในภูมิภาคเอเชีย และเพื่อให้เป็นไปได้ตามเป้าหมาย จะมีการจัดทำข้อมูลและเว็บไซต์อย่างครบวงจร ประชาสัมพันธ์ภาพรวมอุตสาหกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สร้างความสัมพันธ์ในระดับผู้ประกอบการและระดับองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในต่างประเทศ ศึกษาและวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ

 สุดท้ายคือการสร้างโอกาสทางการค้าและขยายตลาดในตลาดหลักและตลาดใหม่ โดยการจัดคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาธุรกิจในงานมหกรรมภาพยนตร์นานาชาติที่สำคัญ เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เกาหลี ฮ่องกง จัดคณะผู้แทนเดินทางไปเปิดตลาด เจรจาธุรกิจ เข้าเยี่ยมชมกองถ่ายในต่างประเทศเพื่อเพิ่มทักษะการถ่ายทำ ตลอดจนการจัดงาน คอนเทนต์และเอ็นเตอร์เทนเมนต์แฟร์ในประเทศไทย และสนับสนุนการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา

 แนะไทยโหมโปรโมทผลงาน 

 นายเรย์มอน ยิบ ผู้อำนวยการ Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการจัดงานแสดงสินค้าโดยเฉพาะ จัดตั้งโดยรัฐบาลฮ่องกง และเป็นผู้จัดงาน ฮ่องกง ฟิล์มมาร์ท 2010 ครั้งที่ 14 ที่ผ่านมา กล่าวถึงอุตสาหกรรมบันเทิงไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า การผลิตและสร้างสรรค์ในอุตสาหกรรมบันเทิงของไทยนั้น นับว่ามีมาตรฐานสูงแห่งหนึ่งในโลกซึ่งดีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีธุรกิจบริการหลังการผลิต หรือ โพสต์ โปรดักชั่น ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก

 แต่สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่และต้องการความช่วยเหลือก็คือ การประชาสัมพันธ์ผลงานด้านบันเทิงของผู้ผลิตไทย การทำตลาดที่ดีที่จะแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีดีอะไร และบอกให้ทุกคนรู้ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง

 "บุคลากรด้านบันเทิงของไทยถือว่ามีมาตรฐานสูง ทั้งด้านการเขียนบท การผลิต ตลอดจนนักแสดงก็มีความสามารถ อย่างผมดูหนังเรื่อง "ดิ อาย" แล้วยังรู้สึกได้ถึงความน่ากลัว แต่ไทยก็ยังขาดด้านการตลาด ซึ่งงานฟิล์มมาร์ทในครั้งนี้ถือเป็นช่องทางหนึ่งที่จะโปรโมทสินค้าไทยและขยายตลาดไปสู่ตลาดโลกให้เป็นที่รู้จักได้ ซึ่งฮ่องกงเองเริ่มมีการส่งออกสินค้าที่เป็นภาพยนตร์มานานแล้ว ดังนั้นทักษะความรู้ของเราก็มีมากในการกระจายออกไปสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดจีนขณะนี้ที่มีการขยายตัวค่อนข้างสูง" นายเรย์มอน กล่าว

 นายเรย์มอน กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเห็นว่าไทยน่าจะร่วมมือในการผลิตผลงานกับต่างชาติให้มากขึ้น เช่น การร่วมทุนสร้างระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์คนไทยและฮ่องกง หรือการใช้ดาราฮ่องกงเข้าร่วมแสดงในภาพยนตร์ของไทยมากขึ้น เป็นต้น

 นายเรย์มอน ยังเปิดเผยถึงการจัดอันดับความนิยมในเนื้อหาภาพยนตร์ของแต่ละประเทศในเอเชีย ซึ่งเป็นการสอบถามจากผู้เข้าเยี่ยมชมและผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมแสดงผลงานในงานฟิล์มมาร์ท พบว่าไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศในเอเชีย และมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า โดยฮ่องกงได้รับความนิยมสูงสุดด้วยสัดส่วน 46% ถัดมาคือ จีน 39% ญี่ปุ่น 33% เกาหลี 30% และไทย 9% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ได้ 8%

 อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบจากอันดับ 1-4 แล้ว ไทยแม้จะยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่ามากแต่เป็นเพราะประเทศเหล่านั้นมีการผลักดันและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างจริงจัง แต่เมื่อดูแล้วประเทศไทยนับว่ายังเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

 จี้รัฐทำโรดแม็พอุตฯ บันเทิง

 ด้านนายธีรภัทร์ สัจจกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี๊ดเอ็มคอท จำกัด และในฐานะนักแสดงภาพยนตร์ กล่าวว่า ภาพยนตร์เป็นสื่อสากลอย่างหนึ่งที่มีหน้าที่หลักคือการสร้างความบันเทิง แต่ก็ได้สะท้อนมุมมอง ความคิด วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของคน เป็นอีกสื่อที่สะท้อนถึงความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก เป็นเหมือนข้อความที่ดีสะท้อนภาพลักษณ์ของประเทศในตลาดโลกได้ และเมื่อมองในมุมกลับ หากทุกหน่วยงานร่วมมือร่วมใจกันผลักดันอย่างจริงจังก็จะสามารถช่วยสร้างรายได้และเม็ดเงินกลับเข้าประเทศได้มหาศาลเช่นกัน

 แต่เห็นว่าภาครัฐควรสนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำแค่เป็นเรื่องเฉพาะกิจเท่านั้น โดยทำให้เป็นแผนแม่บทระยะยาว หรือเป็นโรดแม็พที่ทุกคนจะมุ่งไปในแผนเดียวกันทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตไปสู่ตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น

 โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนเอง ซึ่งไทยและกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร่วมกันเปิดตลาดเสรีแล้ว ผลที่เกิดขึ้นมองได้ 2 มุม คือ ในแง่ของผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกที่หลากหลาย แต่สำหรับผู้ผลิตจะมีการแข่งขันกันสูงขึ้น แต่เราก็มีโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ๆ การจะเปิดตลาดได้ก็จะต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญคือการสร้างฐานข้อมูล การสำรวจพฤติกรรมตลาด ความนิยมความสนใจในรูปแบบหนังของในแต่ละประเทศนั้นๆ เพื่อทำให้เราได้มีโลกทัศน์กว้างมากขึ้น และจะได้รู้ว่าตลาดจะเติบโตไปในทิศทางไหน ซึ่งข้อมูลยิ่งได้มากก็ยิ่งดีเพื่อจะนำไปจัดทำเป็นโรดแม็พของอุตสาหกรรมบันเทิงต่อไป

 "ปัจจัยหลักคือการที่รัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนโดยใช้ความเป็นรัฐเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะให้ความสนับสนุนพอสมควรแต่ก็ยังไม่เพียงพอ หากมองว่าอุสาหกรรมบันเทิงสามารถสร้างรายได้ให้เข้าประเทศแล้ว ก็น่าจะมองภาคอุตสาหกรรมบันเทิงให้เหมือนกับที่กรมส่งเสริมการส่งออกทำ หรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แต่ไม่ใช่มาสนใจเฉพาะในเรื่องของการจัดเรตติ้ง" นายธีรภัทร์ กล่าว

 นายธีรภัทร์ กล่าวว่า การสนับสนุนอีกเรื่องคือนโยบายด้านภาษี ก็ควรให้การสนับสนุนจริงจัง ทั้งภาษีนำเข้าอุปกรณ์ ภาษีบุคลากรผู้ผลิตหนัง เพื่อที่ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้จะนำเงินที่ได้จากการประหยัดในด้านภาษีไปใช้ลงทุนเพื่อพัฒนาทางด้านอื่นๆ ต่อไป

 ส่วนการที่เราจะเป็นฮับด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ต้องดูว่าเรามีข้อได้เปรียบอะไรที่จะทำให้เป็นศูนย์กลางที่ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันนี้เรื่องค่าจ้างแรงงาน ค่าความคิด เรามีความได้เปรียบในจุดนี้ ส่วนเครื่องไม้เครื่องมือถือว่าอยู่ในระดับที่พอๆ กัน แต่การที่เราจะโต เชื่อว่าอุตสาหกรรมโปรดักชั่นเฮ้าส์ของไทยซึ่งติดอันดับโลก น่าจะเป็นแสงส่องนำทางออกไปได้ ตลอดจนการจัดทำโซนนิ่ง ให้เป็นเหมือนนิคมอุตสาหกรรมที่เราจะไปใช้ร่วมกันเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง เกิดเป็นสตูดิโอ ก็น่าจะสร้างจุดดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจได้