ข่าว

หนุนให้ "อินเทนซีฟ"จูงใจกองถ่ายนอกใช้โลเกชั่นไทย

หนุนให้ "อินเทนซีฟ"จูงใจกองถ่ายนอกใช้โลเกชั่นไทย

16 เม.ย. 2553

นอกจากการส่งเสริมการส่งออกฟิล์มและคอนเทนต์เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว การดึงกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย หรือใช้ประเทศไทยเป็นโลเกชั่นในการถ่ายทำนั้น ก็นำรายได้เข้าประเทศได้ไม่น้อยในแต่ละปี

โดย นางวรรณสิริ โมรากุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวกับ "คม ชัด ลึก" ในงานฟิล์มมาร์ท 2010 ที่ฮ่องกง ว่า การถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่าปีละพันล้านบาท โดยปี 2551 มีรายได้สูงสุดที่ 2,023 ล้านบาท จากกองถ่ายที่เข้ามาทั้งหมด 526 เรื่อง

 อย่างไรก็ตาม ปี 2552 ที่ผ่านมา ลดลงเหลือ 897 ล้านบาท จำนวน 496 เรื่อง สาเหตุมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก ส่วน 3 เดือนแรกของปี 2553 มีกองถ่ายต่างประเทศเข้ามาแล้วทั้งหมด 178 เรื่อง คิดเป็นรายได้ 311.73 ล้านบาท เป็นกองถ่ายทำโฆษณาจำนวนมากที่สุด รองมาคือ สารคดี ส่วนชาติที่เข้ามามากที่สุดได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลี ตามลำดับ ขณะที่เมื่อเทียบกับ 3 เดือนแรกของปีก่อนคิดเป็นการเติบโต 40% เป็นผลมาจากการที่สำนักงานออกไปโรดโชว์ในต่างประเทศบ่อยครั้งขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผู้ผลิตและผู้สร้างหนังได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น

 ส่วนปัญหาเรื่องการเมืองไทยนั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบในระดับหนึ่ง เพราะการที่รัฐบาลต่างประเทศเตือนประชาชนของตนให้หลีกเลี่ยงเข้ามาในเมืองไทย ยังทำให้นักท่องเที่ยวลดลงไป ซึ่งกองถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีการลงทุนที่สูงจึงต้องใช้ความระมัดระวัง ซ้ำบริษัทประกันภัยยังไม่รับประกันในประเทศที่มีการจลาจล

 “ปีนี้ตั้งเป้าสร้างรายได้เข้าประเทศจากส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากปัญหาการเมืองไทย แต่เชื่อว่าบริษัทที่ติดต่อและตกลงว่าจะเข้ามาในประเทศไทยแล้วจะไม่ยกเลิก แต่จะมีปัญหาในบริษัทที่กำลังจะเข้ามาอาจจะต้องชะลอกันออกไป คงจะต้องดูอีกระยะหนึ่ง” นางวรรณสิริ กล่าว

 นางวรรณสิริ กล่าวว่า ในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการถ่ายทำภาพยนตร์ในไทยแล้ว 43 เรื่อง เสร็จแล้ว 26 เรื่อง และยังไม่เสร็จอีก 17 เรื่อง ส่วนใหญ่จะใช้โลเกชั่นในกรุงเทพฯ ซึ่งก็ได้รับผลกระทบบ้างทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่ถ่ายทำ ทำให้เกิดความไม่สะดวกและเป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่กองถ่ายด้วยซ้ำ ส่วนที่ยกเลิกไปมีเพียงกองถ่ายทำโฆษณาเพียง 1 เรื่องเท่านั้น แต่เราก็จะสูญรายได้จากกลุ่มนักแสดงที่ปกติแล้วเมื่อถ่ายทำเสร็จจะอยู่เที่ยวต่อในไทยอีกไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์

 ผอ.กองกิจการภาพยนตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในด้านนี้ค่อนข้างสูง มีหลายประเทศให้แรงจูงใจแก่กองถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อดึงดูดให้เข้าไปใช้โลเกชั่นของประเทศตนเอง แต่ไทยเองไม่มีสิทธิพิเศษจูงใจ หรืออินเทนซีฟใดๆ ให้เลย ทั้งๆ ที่ตรงนี้ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่อาจทำให้เราแพ้ต่างชาติได้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีโลเกชั่นคล้ายๆ กันอย่างเวียดนาม ที่แม้ว่าจะผลักดันในเรื่องนี้ช้ากว่าไทยแต่ก็ก้าวไปได้เร็วกว่า ขณะที่ผู้ลงทุนสร้างภาพยนตร์เองไม่ได้มองแค่ว่าเรามีโลเกชั่นดีเท่านั้น แต่จะคำนึงถึงต้นทุนในการดำเนินการต่างๆ ด้วย เพราะการสร้างภาพยนตร์แต่ละเรื่องนั้นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และก็ไม่ได้ลงทุนบ่อยครั้งนัก

 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังมีความพยายามที่จะผลักดันให้ไทยออกอินเทนซีฟในด้านนี้โดยเร็วอีกครั้ง โดยได้รับการเห็นชอบร่วมกันจาก 3 กระทรวง คือ กระทรวงท่องเที่ยวฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวัฒนธรรม โดยมีแนวทางดังนี้คือ 1.การคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้กองถ่ายเหมือนที่คืนให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้อะไรมากนัก แต่ก็เป็นการเรียกร้องความสนใจได้ในระดับหนึ่ง 2. การให้กองถ่ายสามารถนำภาษีที่จ่ายไปแล้วในการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ครั้งแรก มาเป็นเครดิตเพื่อหักภาษีหากเข้ามาในไทยครั้งต่อไป หรือที่เรียกว่า แท็กซ์ เครดิต และ 3.การยกเว้นภาษีนักแสดง