ข่าว

 “อำมาตย์” และ “ไพร่”

“อำมาตย์” และ “ไพร่”

16 เม.ย. 2553

ในสภาพความขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำเรียกว่า “อำมาตย์” และ “ไพร่” หลายคนหลงไปถึงขนาดปวารณาตัวเป็น “ไพร่” ใส่เสื้อยืดสีแดงที่มีคำว่า “ไพร่” ตรงหน้าอกด้วยความภาคภูมิใจ แต่บรรดา “อำมาตย์” ยังไม่ใคร่จะมีใครแสดงตัวออกมา ไม่ว่าท่านจะเป็น “อำ

แต่จะว่าไปแล้วสังคมไทยไม่ได้มี “ไพร่” มากว่า 100 ปี ตั้งแต่ครั้ง ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้ทรงเลิกทาสทำให้บรรดา “ไพร่หลวง” และ “ไพร่สม” ล้วนแล้วแต่เป็นไท มีความเท่าเทียมในสิทธิเสรีภาพ ภราดรภาพ และเสมอภาค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประเทศสยามอันเป็นที่รักยิ่งของเราก็เป็นประเทศที่มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางด้านความคิดสูงสุด เต็มไปด้วยกิจกรรมทางการเมืองที่มีขอบเขตไม่จำกัดเหนือประเทศใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเชื่อมั่นว่าการชุมนุมประท้วงของ “ไพร่” ที่ต่อต้าน “อำมาตย์” ที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบเดือนจะไม่สามารถเกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศเวียดนาม หรือประเทศมาเลเซียได้เลย จะต้องมีการสลายการชุมนุมที่ผิดกฎหมายในทันทีทันใด และบรรดาผู้นำการชุมนุมจะได้รับการลงโทษตามกฎหมายบ้านเมืองกันทั่วถ้วนหน้า

 เหนือสิ่งอื่นใดทั้ง “ไพร่” และ “อำมาตย์” (หรือจะบัญญัติศัพท์เป็นชื่ออื่นหรือเป็นสีอื่นก็แล้วแต่) จะต้องระลึกอยู่เสมอว่าเกมการเมืองที่พวกท่านกำลังเล่นกันอยู่ กำลังทำให้ประเทศบอบช้ำ สูญเสียโอกาสที่จะแข่งขันกับบรรดานานาอารยประเทศในภูมิภาคนี้ครับ ก็จะเป็นผลให้บรรดาลูกหลานไทยในอนาคต จะต้องรับเคราะห์กรรมจากการกระทำของท่าน ที่จงใจทำให้ “บ้านดี เมืองดี” แห่งนี้กลายเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม ในรูปแบบที่ผิดๆ อันเป็นผลงานของทั้ง “อำมาตย์” และ “ไพร่” ที่กระหน่ำซ้ำเติมให้สังคมโดยรวมและคนหมู่มากบอบช้ำทั้งในระยะปัจจุบัน ระยะกลาง และระยะยาว ก็อยากวิงวอนให้หยุดกันเถอะครับ คิดถึง “ประโยชน์สุข” ของส่วนรวมกันให้มากๆ และจะต้องแน่วแน่แก้ไขสิ่งที่ผิด ลืมคำว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” ลงชั่วครู่ มานั่งทบทวนดูว่าประเทศชาติบอบช้ำมากไปเพียงใดแล้ว หากทำได้เช่นนี้สังคมไทยก็จะกลับสู่ความเป็น “นิติรัฐ” และความเป็น “อารยะรัฐ” ผมมักจะพูดเสมอครับว่า “ความฝัน ความหวังเป็นของฟรี” ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ดังนั้นจะต้องมองโลกในแง่บวก เชื่อว่าวันพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้ และวันมะรืนนี้จะต้องดีกว่าวันพรุ่งนี้ครับ 

 ผมจึงอยากจะเรียกร้องผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้ง “ไพร่” และ “อำมาตย์” (ซึ่งในความเห็นของผมทั้งคำว่า “ไพร่” และ “อำมาตย์” ล้วนแต่เป็นนามสมมติ ไม่มีสาระแก่นสารอะไร) จะต้องนั่งหันหน้าเข้าหากันแบบเอาจริงเอาจังเสียที จะต้องทำการ “ปฏิรูป” ทั้งระบบในทุกภาคส่วนตั้งแต่ระดับล่างสุด หรือที่มักจะเรียกว่าบรรดารากหญ้าที่กำลังอดอยากยากจนและด้อยโอกาสในสังคมว่า จะสามารถดำเนินการอย่างไรที่จะยกระดับมาตรฐานของการดำรงชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น สำหรับกลุ่มที่อยู่บนสุดก็ต้องถามตัวเองว่าจะตอบแทนอะไรให้แก่สังคมได้บ้าง กระบวนการ “ปฏิรูป” นี้แหละครับจะนำสังคมไทยไปสู่ “อารยะรัฐ” และ “นิติรัฐ” ที่มีลักษณะเฉพาะแบบไทย อีกทั้งยังต้อง “ปฏิรูป” ทุกระบบของประเทศตามแนวปณิธาน “ประโยชน์สุข” 

 ในวันนี้วิกฤติของชาติที่กำลังเกิดขึ้น ถึงแม้ยากจะคาดเดาว่าจะจบลงอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุดคนไทยก็ได้เรียนรู้ ได้ข้อคิด ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่า ภูมิปัญญาของบรรดาคนดีศรีรัตนโกสินทร์คงไม่ขาดแคลนและตีบตัน หากไม่เร่งดำเนินการประเทศชาติก็จะเดินวนย่ำอยู่กับที่ และผลสุดท้ายประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเราก็จะสูญเสียโอกาสที่จะเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ที่มั่งคั่งร่ำรวยทั้ง “ประโยชน์สุข” ครับ

ภัทรพล เวทยสุภรณ์