
ผู้นำ3ศาสนาแนะรบ.-เสื้อแดงเจรจาถอยคนละก้าว
ผู้นำ 3 ศาสนา ร่วม กสม. หาทางออกวิกฤติรัฐบาล เสื้อแดง ชี้ช่องเจรจาถอยคนละก้าว แนะคนไทยร่วมกันมีสติ ให้ใช้เวลาหลังเคารพธงชาติ ภาวนาแผ่เมตตาส่งพลังประเทศเดินหน้า ขณะที่ผู้นำศาสนาเชื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติผ่าทางตัน วอนทุกคนเสียสละ ด้านกสม.ออกตัวพร้อมเป็นตัว
ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 เม.ย. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ร่วมกับผู้นำ 3 ศาสนาประกอบด้วยนายอิมรอน มะลูลีม ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี มุขนายกเกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประมุขอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เตือนสติประชาชนชาวไทย เพื่อให้ประชาชนทุกศาสนาช่วยกันคลี่คลายสถานการณ์รุนแรงของบ้านเมืองให้สงบลง
นางอมรา ประธานกสม. กล่าวว่า การเชิญผู้นำทั้ง 3 ศาสนามาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์การชุมนุมเพื่อให้ข้อคิดให้เห็นมุมมองทางศาสนาเพื่อจะชี้นำประชาชนให้ทั้งสติวิเคราะห์สถานการณ์ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตรึงเครียดเพื่อหาออก กสม.จึงได้ปรึกษากันและเชิญตัวแทนผู้นำทั้ง 3 ศาสนามานั่งด้วยกัน เชื่อว่าข้อเสนอแนะทั้ง 3 ศาสนาจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศ
นายอิมรอน กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ ถือเป็นวิกฤตที่ต้องช่วยกันหาทางออก ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่าอำนาจสำคัญในฝ่ายบริหารถือว่าล่มสลาย รัฐบาลต้องเร่รอนหาที่ประชุมตามสถานที่ต่างๆ ส่วนอำนาจตุลาการเวลานี้กำลังสั่นคลอนเพราะถูกประชาชนมองในแง่มุมต่างๆ นานาต้องยอมรับว่าประเด็นนี้ศาสนากลุ่มไหนก็มองด้วยความไม่สบายใจ สถาบันหลักทั้ง 3. สถาบันคือชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นที่พึ่งของเราทุกคนที่ต้องยอมรับในสังคมไหนถ้าขาดความยุติธรรม ความสามัคคีจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าฝ่ายไหนต้องเคารพกฎหมาย ต้องมีคามเสมอเท่าเทียมกัน เราต้องทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้องปราศจากจุดหมายปลายทาง ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมที่ตุลาการต้องพิสูจน์ให้เห็น และทุกคนต้องยึดผลประโยชน์ชาติ เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า
และในยุคที่มีการแข่งขันผลประโยชน์ของประเทศชาติต้องมาก่อน เช่น นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้เชิญอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฝ่ายค้านมาทำหน้าที่ที่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจการเงิน แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้ยึดติดรูปแบบ มองในแง่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ขณะที่ประเทศไทยเรามีผู้นำที่มาด้วยระบบโควต้า ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งวัฒนธรรมแบบนี้ควรยกเลิก เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติคิดทบทวนสิ่งที่ทำไป การทำให้ประเทศอยู่ได้คนในสังคมต้องมีความรักและผูกพัน รับผิดชอบร่วมกันซึ่งตนอยากเสนอว่าคนในประเทศควรมีเอกภาพ แม้เชื้อชาติจะแตกต่างกัน ก็อยู่ร่วมกันได้ อยากให้คนไทยรักกัน ผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องมีสติและต้องสงวนจุดต่าง และมีจุดร่วม ผู้นำจะต้องมีคุณสมบัติอดทน
“หลักศาสนาอิสลาม จะต้องตอบโต้ความชั่วร้ายด้วยความดี อย่าเอาไฟดับไฟ ต้องเอาน้ำดับไฟ เชื่อว่าสถาบันศาสนาจะช่วยแก้วิกฤติได้ เราต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการเมือง ต้องยกเลิกมือตบตีนตบอย่างเด็ดขาด และควรแก้กฎหมายการชุมนุมตามมาตรา 63 ให้เป็นแบบรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ที่ต้องแจ้งว่าการชุมนุมจะมาชุมนเรื่องอะไร มีขอบเขตแค่ไหน ไม่ใช่ไร้เหตุผลแล้วนำไปสู่ความรุนแรง ส่วนมาตรา 237 ที่ให้ยุบพรรคที่ผมเห็นว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย อย่าให้ความผิดของคนคนเดียวกลายเป็นผิดทั้งหมด เป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติ” นายอิมรอน กล่าว
ด้านมุขนายกเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกันแม้ว่าในสังคมจะเห็นต่างกันจนกลายเป็นความขัดแย้งแต่เชื่อว่าอยู่ร่วมโลกกันได้ ทุกอย่างผสมกลมกลืนกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเปิดใจให้กว้างมากขึ้นโดยเฉพาะในยามที่มีวิกฤติเพื่อรองรับความคิดเห็นที่แตกต่างขยายขีดจำกัดของตนเอง จึงอยากเชิญชวนให้มาร่วมกันแสวงหาทางออก โดยเริ่มจากตัวเราก่อนในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง จึงขอให้ทุกคนมีเวลานอก ใช้ช่วงเวลา 18.00 น.ของทุกวันอธิฐานแผ่เมตตาจิตร่วมใจในเวลาเดียวกัน เชื่อว่าการอธิฐานภาวนาของคนไทยทุกคนจะทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยดีขึ้น คนจะมีสติมากขึ้น
“การสูญเสียที่ผ่านมา ไม่ควรนำกลับมาอ้างกันอีแล้ว และไม่ควรหมดหวังที่จะหันหน้ากันมาพูดคุยเพื่อเจรจาหาทางออก ทุกฝ่ายต้องหยุดและหันมาทบทวนอีกครั้งเพื่อประเทศไทยทั้งหมด หยุดเคลื่อนไหวใช้ความรุนแรงหันมาสู่การเจรจา โดยท่าทีที่ประนีประนอม ยอมรับฟังเปิดใจกว้างให้มากขึ้น มีเจตนาร่วมในการหาทางออก การเจรจาด้วยสันติวิธีเท่านั้นจะเป็นการแก้ปัญหา จะปล่อยให้สังคมเป็นแบบนี้ไม่ได้” มุขนายกเกรียงศักดิ์ กล่าวและว่า
เชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะสามารถหาทางออกได้ด้วยการเจรจาครั้งที่ 3 ถ้าฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาไม่ยอมหยุด สังคมก็จะเห็นเองว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายประเทศไทย ซึ่งเห็นว่าการให้อภัยกันจะเป็นหนทางสู่การแก้ไขปัญหา
ด้านพระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า ตอนนี้ถึงวาระที่ต้องมาตั้งสติแล้ว ถ้าเราไม่มีการอลุ่มอลวย หรือไม่ถอยกันคนละก้าว หรือไม่ตั้งสติแล้ว ในที่สุดสังคมไทยก็จะไปสู่อัตตาธิปไตย เป็นสังคมที่ไม่มีเขื่อไม่มีแปร ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย มือใครยาวสาวได้สาวเอา แล้วประเทศชาติจะเหลืออะไร แล้วเรายังเข้าใจผิดในประโยคที่ว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” แต่จริงๆ แล้วความหมายคือ ถ้ายอมแพ้เราก็จะเป็นพระในใจของคนๆนั้น ถ้าเราชนะเราจะเป็นมารของคนๆนั้น แต่อย่าลืมว่าเราก็คนไทยด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นทั้งสองฝ่ายต้องมาตั้งสติเพื่อไม่ให้ไปสู่อาณาธิปไตย รักษาชาติบ้านเมืองเอาไว้
“ ทั้งสามศาสนา อยากขอให้ตัดวงจรตรงนี้ด้วยการให้อภัยกัน เยียวยาบาดแผลที่อยู่ในจิตใจของกันและกัน อย่าเยาะเย้ยกัน อภัยให้กัน และที่สำคัญคือ แผ่เมตตา มองกันในแง่ดี ซึ่งคนไทยควรต้องมีขันติ อดทนกับคนที่มีความคิดเห็นต่างจากเรา ด้วยความเมตตา ความรักเห็นว่าเป็นพวกเดียวกันถึงจะดำรงความเป็นชาติไว้ได้ เหมือนอย่างที่ผ่านมา ” พระธรรมโกศาจารย์กล่าว
เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลเผยแพร่คลิปการสลายชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. ถือว่ายั่วยุ และควรยุติหรือไม่เพื่อรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นางอมรา ประธาน กสม. กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ว่า ขณะนี้กำลังจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยกรรมการประกอบด้วย คณะกรรมารสิทธิ ฯ 3-4 คน ตัวแทนจากสื่อมวลชน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ตัวแทนจากผู้ชุมนุม และตัวแทนภาคประชาชน ฝ่ายละ 2 คน ซึ่งขณะนี้กำลังประสานไปยังตัวแทนฝ่ายต่างๆ โดยคาดว่าจะรู้ผลต้นสัปดาห์หน้า ซึ่งตัวแทนสื่อและภาคประชาชนนั้นต้องปะสานผ่านองค์กรและเครือข่ายเพื่อส่งตัวแทนเข้าร่วม
ขณะที่แนวทางการสอบสวนจะเน้นเรื่องการละเมิดสิทธิ์ของฝ่ายรัฐบาลและผู้ชุมนุม ส่วนกรณีที่รัฐบาลนำคลิปภาพมาเผยแพร่ผ่านสื่อ คณะกรรมการสิทธิ ฯ จะประสานและหารือรัฐบาลเรื่องการยุติเผยแพร่ เพราะส่วนตัวได้เห็นคลิปภาพผ่านสื่อมวลลชนเช่นกัน
เมื่อถามว่าสถานการณ์ขณะนี้ถึงเวลาพิจารณารัฐบาลแห่งชาติหรือยัง นายอิมรอน กล่าวว่า สิ่งไหนเรื่องดีก็ต้องยอมรับ มองหาในสิ่งที่ดีแล้วนำมาใช้กับประเทศชาติ ส่วนตัวเห็นว่าจำเป็นแล้วที่ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เพราะเวลานี้หมดทางเลือกแล้ว ฟังดูแล้วบางคนอาจไม่เข้าท่า แต่ยืนยันว่าไม่มีทางไหนไม่มีทางไหนที่ดีกว่านี้แล้ว ขณะที่ถ้าทุกคนเข้ามามีส่วนรวม มีส่วนตัดสินใจ มีความรับผิดชอบแล้วจะโทษใครไม่ได้ ตนเข้าใจว่าประเทศไทยยังมีคนดี และคนเป็นกลางมีอีกเยอะ จึงอยากให้ทุกคนต้องมาร่วมกันเสียสละ
“แม้หลายคนคิดว่าการตั้งรัฐาลแห่งชาติเป็นไปไม่ได้แต่ตนยังเชื่อมั่นว่ายังทำได้ ถ้าท่านทั้งหลายเสียสละกันบ้างลดลา วาศอกกันบ้าง ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างจริงจัง ก็ทำได้ เราต้องเอาสิ่งที่เป็นผลประโยชน์เหนือสิ่งอื่นใด ” นายอิมรอน กล่าวย้ำ
ด้านมุขนายกเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องนโยบายแห่งชาติเป็นเรื่องที่ดีมากแต่ทำได้อยากให้สื่อกระจายข่าววันนี้ไปถึงประชาชนให้มาก เพื่อให้เข้าใจสิ่งดี ที่เรากำลังทำกัน
พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า ทางออกมีหลายวิธี ก็ต้องมาคิดกันเพื่อเลือกวิธีใดและนำมาปรับแก้ ดังคำพูดที่ว่า “ แมวไม่ว่าจะสีอะไร ถ้าจับหนูได้ ก็ใช้งานทั้งนั้น ”
เมื่อถามถึงแนวทางการเจรจารัฐบาล และฝ่ายชุมนุม ตามความเห็นของผู้นำศาสนาเสนอนั้น จะทำได้เมื่อใด นพ.ชูชัย เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิ ฯ กล่าวว่า เวลานี้คณะกรรมการสิทธิ พยายามประสานทั้งฝ่ายรัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งฝ่ายรัฐบาลแสดงท่าทีพร้อมเจรจา แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมเราก็พยายามติดต่อไปแต่ยังยากมาก กลุ่ม นปช. ได้เร็วเท่าใด คณะการสิทธิ ฯ จะแจ้งไปยังรัฐบาลทันที
เมื่อถามว่าการแก้ปัญหา จะต้องให้สองฝ่ายกลับมาสู่หลักนิติรัฐตามความเห็นของผู้นำศาสนา โดยฝ่ายผู้ชุมนุมต้องยอมรับการดำเนินคดี รวมทั้งบุคคลที่อยู่ในต่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมต้องยุติและยอมรับการดำเนินคดีต่างๆ ด้วยหรือไม่ นายอิมรอน กล่าวว่า ชาติทุกชาติมีกฎ และการเคารพกฎหมายเป็นหน้าที่ของทุกคน แต่ถ้ามีอิทธิพลเข้ามาแทรกในบางเรื่องเราก็ต้องยอมรับ ถ้ากติกานั้นชัดเจนสมบูรณ์แบบและประชาชนส่วนใหญ่ให้ความเคารพนับถือ ทุกคนก็ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ถ้ามับางสิ่งบางอย่างคลางแคลงใจเหมือนอย่างที่กล่าวหากันไปมา ก็ต้องมาพิสูจน์เพราะกระแสทั้งสองฝ่ายก็แรงและมีการเมืองมายุ่งเกี่ยวจึงทำให้มองว่าผู้รักษากฎหมาย และผู้ปฏิบัติตามกฎหมายไม่เท่าเทียมกันจริง อย่างไรก็ดีหากพูดในภาพรวมทุกคนต้องปฏิบัติตามกติกาให้ชาติบ้านเมืองเดินหน้าไปได้ แต่กฎกติกานั้นต้องมีความยุติธรรมชัดเจน 100 %
“ผมคิดว่ากฎกติกาบ้านเราที่มีอยู่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง มองประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ต้องไม่ลืมว่ากฎหกมายมีทั้งหลักนิติศาตร์และรัฐศาสตร์ กฎหมายกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ไม่ใช้พระเจ้า ดังนั้นโอกาสที่ผิดพลาดมีอยู่ตลอด ” นายอิมรอน กล่าว
พระธรรมโกศาจารย์ กล่าวว่า กระแสสังคมก็มีส่วนทำให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจว่าจะใช้นโยบายแบบไหน ถ้าจะใช้ความรุนแรงจะมีกระแสหนึ่งมากระตุ้นให้ใช้ความรุนแรง และจะมีอีกฝ่ายที่กระตุ้นว่าให้ทำอย่างไร ดังนั้นถ้าสังคมส่วนใหญ่กลับมาสู่การมีสติ และไม่เรียกร้องให้เผชิญหน้ากัน รวมทั้งสื่อไม่สร้างกระแสให้เกิดการเผชิญหน้า ก็จะหาทางออกได้ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา หรือการทูต หรือวิธีอื่นอีกหลายวิธีก็ได้ แต่จะต้องให้เห็นแก่ประเทศชาติ แล้วสร้างพลังเงียบให้มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งความยุติธรรมไม่ได้ถือว่า ใครแพ้ใครชนะ หรือถูกผิดเสมอกัน แต่หทมายความจบโดยธรรม ทุกฝ่ายได้ ไม่ใช้ยุติบนความย่อยยับ
ด้านมุขนายกเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบคนไทยทั้งประเทศ จึงไม่มีแม้คนไทยแม้แต่เดียวที่จะถูกยกเว้นในการมีส่วนร่วม ทุกคนจึงมีส่วนในการหยุดเรื่องนี้ และถ้าคิดว่าเราไม่มีส่วนร่วมกับปัญหาทุกอย่างจะเหมือนเดิม ความมีสำนึกร่วททุกคนจึงจำเป็นอย่างยิ่ง และอย่างที่บอกไปแล้วว่า ฝ่ายใดฝ่ายฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ร่วมเจรจาให้ระวังว่าเป็นสังคมไทยจะมองว่าฝ่ายก่อการทำร้ายประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทจำเป็นต้องเข้มาสู่การเจรจาพูดคุยกัน



