ข่าว

ศอฉ.ประกาศราชประสงค์อันตรายเตือนแดงรีบหนี

ศอฉ.ประกาศราชประสงค์อันตรายเตือนแดงรีบหนี

15 เม.ย. 2553

ศอฉ.ประกาศ “ราชประสงค์”อันตราย เตือนมวลชนแดงรีบหนี หวั่นกลุ่มก่อการร้ายทำรุนแรง เปิดคลิป“กี้ร์”แฉเคยพูด มีกกล.ไม่ทราบฝ่ายช่วยแดงรบกองทัพ อ้างปชช.หนุนรัฐจ่อใช้กม.จัดการแดงป่วนเด็ดขาด ลั่นตร.-ทหารพร้อมตลอดใช้กม.ฟันแดง คุยปชช.ให้กำลังใจทหารอื้อ เผยยอดบริจาคล

(15เม.ย.) เมื่อเวลา 13 . 30 น. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร. 11 รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แถลงว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ทาง ศอฉ.ได้นำภาพจากสถานีโทรทัศน์ และหลายสื่อมาชี้แจงทำความเข้าใจกับสังคมปรากฏว่า สำนักข่าวญี่ปุ่นได้ลงข่าวคลาดเคลื่อนไปจากเดิมทำนองว่า ทหารได้ยิงเล็งตรงใส่หาประชาชน ซึ่งเป็นข่าวสั้นๆไม่มีคำอธิบาย ทางศอฉ.จึงต้องนำภาพมาชี้แจง เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้งว่า การยิงลักษณะนั้นทหารจำเป็นต้องทำเพื่อคุ้มครองการถอนตัวให้ปลอดภัยจากกลุ่มก่อร้ายที่แฝงตัวจากกลุ่มผู้ชุมนุม และเพื่อนำผู้บาดเจ็บกลับออกมา แต่การไปสื่อความหมายสั้นๆว่า มีการเล็งตรงไปผู้ชุมนุมจะได้ความหมายไม่ถูกต้องทำให้ประชาชนสงสัยการปฏิบัติเจ้าหน้าที่
 
 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในส่วนที่สองเป็นภาพที่ต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมาเช่นกัน จากที่มีการเรียนว่า การที่มีกลุ่มก่อร้ายแฝงตังในกลุ่มผู้ชุมนุมไม่น่าเชื่อว่า จะไม่มีแกนนำคนใดรู้เห็นนั้น ซึ่งเราได้รับความกรุณาจากผู้หวังดีส่งภาพวิดีโอมาให้ ซึ่งเป็นการปราศรัยของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่หน้าบริเวณกองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่า เขามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเป็นพรรคพวกพร้อมเป็นปฏิปักษ์กับกองทัพหากมีการบังคับใช้กฎหมายกับการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย

 “ส่วนที่สามเป็นภาพเรื่องกองกำลังก่อการร้ายที่ปะปนกับผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นชายใส่ไอ้โม่ง แจ๊ดเก๊ตดำ ถือปืนลักษณะพร้อม ใสเสื้อข้างหลังมีสัญลักษณ์การ์ดนปช.ปะปนในกลุ่มคนเสื้อแดง ขอเรียนว่า วันนี้แดงแท้ แดงเทียมแยกลำบาก เพราะหากเขาทำผิดกฎหมาย ทำร้ายผู้อื่น ทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็จะเป็นแดงเทียม แต่หากประชาชนลุกขึ้นมาตอบโต้จนเขาได้รับบาดเจ็บบ้าง เขาก็จะกลายเป็นแดงแท้ และจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นว่า เขาถูกทำร้ายโดยพี่น้องประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งนี้ศอฉ.ยืนยันว่า พร้อมรับการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกคณะ หรือคณะกรรมาธิการในกระบวนการยุติธรรม เพราะเรามั่นใจในการดำเนินการ“โฆษกศอฉ. กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ประเด็นที่สอง เรื่องพื้นที่การชุมนุม ขอเรียนว่า พื้นที่แยกราชประสงค์ขณะนี้ คือ พื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย เพราะกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่การชุมนุมพร้อมเอาอาวุธสงครามมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ และไม่เลือกเจ้าหน้าที่ แม้กลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมก็อาจตกเป็นเหยื่อของการกระทำทั้งหลาย ดังนั้นท่านที่อยู่ต่างจังหวัด เมื่อกลับไปเยี่ยมบ้านในช่วงสงกรานต์นั้น อย่าได้กลับมาในพื้นที่แยกราชประสงค์อีก เพราะเป็นพื้นที่ที่อันตรายมากๆ พี่น้องประชาชนที่มีญาติหรือคนรู้จักที่เข้ามาชุมนุมในพื้นที่ขอให้ใช้โทรศัพท์ แจ้งข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เขาออกจากพื้นที่ชุมนุมโดยเร็ว เพราะเป็นพื้นที่อันตรายอย่างที่สุด และชีวิตเขาถูกหยิบยกเป็นเงื่อนไขในการสร้างความรุนแรงตลอดเวลา ซึ่งการแยกกลุ่มผู้ชุมนุมกับกลุ่มก่อการร้ายออกจากกันยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ยากลำบากมา ทั้งนี้ทางศอฉ.ได้มีการสื่อสารลงไปยังพี่น้องประชาชนโดยตรงเช่นกัน แต่ไม่อาจเรียนได้ว่า ใช้วิธีอย่างไร เพราะอาจจะถูกสกัดกั้น และถูกห้ามปรามจากกลุ่มแกนนำบางส่วน

 “ ประเด็นที่สาม คือ หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ปรากฏว่า ประชาชนกรุณามีน้ำใจให้เรานำเงินมามอบให้ผู้บาดเจ็บ ญาติผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนหลักล้านบาทต่อวัน นอกจากนั้นยังมีการนำอาหาร เครื่องดื่มมาให้ รวมถึงการเปิดกระจกโบกมือให้ทหารตามหน่วยต่างๆ บางคนตะโกนบอกสู้ๆให้บังคับใช้กำหมายให้เข้มข้นขึ้นและทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งเราจะนำกำลังใจมาเป็นพลังในการทุ่มเทตั้งใจทำงานนำความสงบเรียบร้อยกลับมาสู่ประชาชนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้กำลังใจเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ให้การยอมรับว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจของ ศอฉ.ควรทำอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และมีกลุ่มก่อร้ายแฝงตัวอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธปืนของศอฉ.หลายรายการที่เราแจ้งความว่าสูญหายไม่ว่าจะเป็น ปืนเอ็ม 16 หรือปืนทราโว่ ซึ่งเราเกรงว่า อาวุธปืนจะตกไปอยู่ในกลุ่มผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ ทำลายชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่อง” โฆษกศอฉ. กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องที่สี่ ศอฉ.ทราบดีว่า ตลอดเวลาที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีการจัดขบวนรถจักรยานยนต์ตระเวนพื้นที่ต่างๆของกรุงเทพ และปริมณฑลได้สร้างความไม่พอใจกับประชาชนที่อยู่ในกรุงเทพเป็นอย่างมาก แต่ศอฉ.วิงวอนให้ท่านอดทน อย่าออกมาเผชิญหน้า และอย่าทำร้ายคนเสื้อแดง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เรา ยืนยัน จะดำเนินการทุกอย่างเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เพื่อนำความสงบกลับสู่ชาติบ้านเมือง มีจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาดที่สุด แม้จะมีความสูญเสียเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ก็เป็นสังคมที่ยอมรับได้ เพราะยังดีกว่า ปล่อยให้กลุ่มก่อการร้ายปะปนผู้บริสุทธิ์ และมีอาวุธสงครามมาอยู่กลางเมือง

 “ต้องมีการดำเนินการบังคับใช้กฎหายแน่นอน ไม่ว่า ทหารหรือตำรวจจะอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกำลังพลและยุทโธปกรณ์ แต่เราต้องมีความพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจในทุกสถานการณ์ หากมีแนวทาง แผนงานชัดเจนว่า จะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายเมื่อใด เราจะต้องพร้อมตลอดเวลา ส่วนเรื่องการดูแลสถานที่ราชการ สาธารณูปโภค สถานีรถไฟฟ้า สถานีขนส่ง สถานีรถไฟ ทุกพื้นที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เน้นย้ำ เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจศอฉ.ว่า จะมีการวางกำลังดูแลอย่างเข้มแข็ง แต่เจ้าหน้าที่อย่างเดียวกับสถานการณ์การก่อการร้ายที่เข้าปะปนขณะนี้ไม่เพียงพอจึงขอวิงวอนประชาชน และสื่อให้มีการแจ้งข้อมูลเข้ามา อย่างไรก็ตาม ศอฉ.ไม่มีนโยบายจัดคณะกรรมการเพื่อ ขอรับความบริจาคเพื่อเยียวยา ผู้บาดเจ็บ หากมีการติดต่อทาบทาม อาจเป็นแก๊งมิจฉาชีพ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่ทำเช่นนั้น”โฆษกศอฉ. กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวถึงการกรณีแกนนำนปช.ออกมาระบุเจ้าของตึกอยู่ราชประสงค์หากปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทหารอยู่บนตึกแสดงไม่ต้องการตึกนั้น ว่า ถือเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้แกนนำบางส่วนหรือกลุ่มก่อการร้ายมาทำแบบนั้น โดยเจ้าของอาคารที่เป็นประชาชนบริสุทธิ์ที่ประกอบธุรกิจย่านนั้น หากมีการเสียหายเกิดขึ้น ศอฉ.ประสานงานรัฐบาลยินดีจะชดเฉยค่าเสียหาย ทั้งนี้ ไม่ว่าตำรวจทหารมีแนวคิดการเมืองอย่างไรหน้าที่หลักการปฏิบัติมีหน้าที่ต่อชาติบ้านเมืองทำตามนั้น อย่างไรก็ตาม เรากำลังฟื้นฟูกำลังเจ้าหน้าที่ และยุทโธปกรณ์เพื่อให้พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งเมื่อได้รับนโยบายจากรัฐบาล เราเตรียมการอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย แต่หากสูญเสียสังคมได้ตอบรับกระแสเหล่านั้นแล้ว ยืนยันว่าเราไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย จะพยายามทำให้ดีที่สุดในการบังคับใช้กฎหมาย หากสูญเสียต้องให้น้อยที่สุด สังคมยอมรับได้ มีคำอธิบายที่ชัดเจน ปฏิบัติรอบคอบชีแจงสังคมได้

 “ตอนนี้กระแสสังคมยอมรับ ตอนนี้สังคมตั้งคำถามรัฐไม่ทำอะไรเลย จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ พอทุกคนรู้สึกกระแสสังคมตอบรับ เราจำเป็นต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้พื้นที่ปลอดภัยนำความสงบมาสู่บ้านเมือง มีคำถามต่อมาว่าแล้วจะไม่ให้เกิดความสูญเสียถือเป็นเรื่องไม่ตอบรับกัน ต้องดูให้เหมาะสมที่สุดว่าอะไรเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ ก่อการร้ายคือการใช้อาวุธสงคราม ไม่เปิดเผยตัวเองว่าเป็นใคร สามารถสร้างความสูญเสียผู้ชุมนุมหรือทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ มีการทำงานเป็นระบบ สร้างเหตุการณ์ตามสถานที่ต่างๆ เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมาน่าจะเชื่อมโยงถึง ดังนั้นวันพรุ่งนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผอ.ศอฉ.จะมาชี้แจงว่ามอบหมายให้ใครดำเนินการดูแลในการดำเนินการคดี”

 เมื่อถามว่า การขอคืนพื้นที่อีกครั้งเป็นข้อเสนอ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นมติของผลการประชุมศอฉ. โดยการปฏิบัติการจะมี ตำรวจ ทหาร ข้าราชการพลเรือน โดยทุกคนมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ

 เมื่อถามว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.ท้าให้โฆษกสาบานว่าคนที่ก่อเหตุยิงประชาชนไม่ใช่ทหาร พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ขอถามนายณัฐวุฒิ กลับไป วันนี้การสาบานยังใช้ได้หรือไม่

 เมื่อถามว่า กฎการใช้อาวุธในการปฏิบัติการยึดพื้นที่ราชประสงค์จะใช้เหมือนเดิมหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ต้องมีความเข้มข้น เฉียบขาดขึ้น เพราะเจ้าหน้าที่ทหารมีชีวิตมีเลือดเนื้อเหมือนกัน ดังนั้นการดำเนินการต้องสามารถปกป้องชีวิตเขาได้ ความพยายามเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจ พลเรือนทุกนายที่สังกัดใน ศอฉ.หากจะปฏิบัติภารกิจต้องคำนึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ต้องการบังคับใช้กฎหมาย แต่ก็ต้องสามารถปกป้องชีวิตของตนเองได้ด้วย ทั้งนี้ ขอให้ดูขั้นตอนการปฏิบัติ มั่นใจทุกคนเข้าใจอธิบายได้ในทุกขั้นตอน

 เมื่อถามความรู้สึกที่ทหารที่มีนายทหารยศพันต้องสูญเสียชีวิต พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ความรู้สึกเซร้าใจสลดใจเป็นเรื่องธรรมดาเพราะเราเป็นเจ้าหน้าที่ เป็นผู้บังคับบัญชา หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นพี่เป็นน้องมีแน่นอน แต่ไม่สามารถระบายออกด้วยความรู้สึกด้วยความเคียดแค้นคงทำไม่ได้ แต่เป็นบทเรียนประสบการณ์การดำเนินการที่ผิดกฎหมาย มีการก่อร้ายแฝงอยู่โดยที่เราต้องการนำคนบริสุทธิ์ออกมานั้น จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาดให้เจ้าหน้าที่สามารถปกป้องชีวิตเขาได้เองในขณะปฏิบัติภารกิจ หากมีคนจะทำร้ายชีวิตเขา แต่หากไม่มีก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ถึงยอดผู้ชุมนุมเมื่อเวลา 08.30 น. มียอดผู้ชุมนุมประมาณ 4,500 – 5,000 คน โดยประเมินว่าหลังเทศกาลสงกรานต์น่ามีคนมาเพิ่มส่วนหนึ่ง จากการชี้แจงประชาสัมพันธ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมาเรามั่นใจ ประชาชนที่มาจากต่างจังหวัดเมื่อญาติพี่น้องได้นำไปเล่าต่อท่านจะเข้าใจ ผู้ที่เขาร่วมชุมนุมจะน้อยลง

 เมื่อถามว่า กรณีกลุ่มพันธมิตรออกมาชุมนุม พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะมาแสดงสิทธิ์ของเขา หากไม่เกินเลย ไม่ผิดกฎหมายทำได้ แต่ต้องไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าของให้มั่นใจการปฏิบัติเจ้าหน้าที่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.อ.สรรเสริญได้แถลงข่าวผ่านทางทีวีพูล โดยมีการนำคลิปวิดีโอทั้ง 5 คลิปที่มีการแถลงชี้แจงไปเมื่อวันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมาได้นำมาเปิดให้ประชาชนดูอีกครั้งเพื่อให้ประชาชนทุกคนเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน

เตรียมออกหมายเรียกแกนนำนปช.เพิ่มอีกมาก

  พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ได้เดินทางมายัง บก.ป.เพื่อกำกับดูแลการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน กรณีการพิจารณาออกหมายเรียกหรือทำคำร้องขออนุมัติหมายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กับบุคคลที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.เพิ่มเติม หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการขออนุมัติหมายจากศาลอาญาไปแล้ว 17 ราย โดยมี พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รักษาราชการแทน ผบก.ป. พ.ต.อ.ศานิตย์ มหถาวร รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี ผกก.3 บก.ป.พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนร่วมกันพิจารณา

 ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า การพิจารณาออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำลังอยู่ระหว่างการพิจาณาผู้ที่ร่วมเคลื่อนไหวกับแกนนำ นปช. อีกหลายราย โดยจะเป็นการออกหมายเรียกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 มาตรา 11 (2) ที่ ประกาศให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำ หรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

 นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า สำหรับ นายมานพ ชาญชั่งทอง อายุ 47 ปี ซึ่งแกนนำ นปช.ได้นำตัวมาแถลงข่าวอ้างว่า เป็นชายชุดดำถืออาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ยึดมาจากเจ้าหน้าที่ทหารก่อนวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา นั้น ทาง ศอฉ.ได้ประสานมายัง ผบช.ก.เพื่อพิจารณาออกหมายตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยในส่วนนี้อยู่ในระหว่างการรวบรวมหลักฐานของพนักงานสอบสวน