
ล่าไอ้โม่งยืนถือปืนสงครามคืน10เม.ย.
"นครบาล"แถลงหลังเข้าเคลียร์ "ซากเสื้อแดง" ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย เหลือไว้แต่ซากพร้อมเปิดถนนภายในวันนี้ ส่งมอบอาวุธ-รถ คืนทหารแล้ว 29 รายการ เดินหน้าหาไอ้โม่งยืนถือปืนสงคราม ศอฉ.นำคลิปเหตุการณ์10เม.ย.แจงสื่อป้องกันการบิดเบือน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 เมษายน พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกบช.น. กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ และถนนราชดำเนิน ทั้งหมดไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว ขณะนี้เดินทางไปอยู่ที่ราชประสงค์ทั้งหมด ซึ่งพื้นที่การชุมนุมนั้น ถนนสุขุมวิท เริ่มตั้งแต่แยกชิดลมใกล้สถานทูตอังกฤษ ถึงราชประสงค์ต่อเนื่องถนนพระราม 1 เลยไปหน้าห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ ทำให้ปิดการจราจรตั้งแต่แยกปทุมวันถึงแยกชิดลม ด้านถนนราชดำริเริ่มตั้งแต่ แยกราชดำริตัดถนนสารสินถึงราชประสงค์ต่อเนื่องไปจนถึงแยกประตูน้ำต้องปิดการจราจรบริเวณดังกล่าวเช่นกัน โดยในวันที่ 19 เมษายน ซึ่งเป็นวันราชการอาจมีการเจรจาขอเปิดการจราจรบางส่วน ส่วนการดูแลความปลอดภัยยังคงเหมือนตามปกติ และมีการติดตามข่าวสารประเมินสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า หลังจาก ศอฉ. มอบหมายให้ บช.น. ตรวจสอบพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ รวมทั้งขออาวุธ และยานพาหนะของทหารคืน ได้ส่งมอบให้ทหารไปเรียบร้อยแล้ว 29 รายการ แต่ยังมีอีกหลายส่วนที่ไม่การส่งคืนทางกองทัพ ขอแจ้งเตือนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้คืนสิ่งของ หรืออาวุธที่เป็นของราชการ เพราะเกรงว่า บุคคลไม่หวังดีนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชน หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิด สุนัขตำรวจ บก.1 บก.6 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปราบจราจล จำนวน 15 กองร้อย ตรวจสอบพื้นที่ตั้งแต่สนามหลวง ถนนราชดำเนิน จนถึงหน้ารัฐสภา ไม่พบสิ่งผิดปกติ และวัตถุระเบิดแต่อย่างใด ขณะนี้จะทยอยเปิดการจราจรเป็นช่วงๆ เพราะยังมีเต็นท์กีดขวางการจราจรอยู่ โดยสามารถเปิดการจราจรทั้งหมดภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าอาวุธปืนของทหารที่ขาดหายไปมีจำนวนเท่าใด พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ศปก.น. ยังไม่ได้รวบรวมอาวุธที่ขาดหายไปแต่ก็ได้รวบรวมบัญชีการส่งคืนไว้ ทางทหารได้ไปแจ้งความที่สน.ต่างๆที่เกี่ยวข้องดังนี้ สน.ชนะสงคราม สน.สำราญราษฎร์ สน.ดุสิต และสน.นางเลิ้ง
เมื่อถามต่อว่า มีอาวุธปืนสงครามหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายเอียดส่วนใหญ่เป็นอาวุธประจำกาย และที่ส่งมอบคืนไปแล้วเป็นอาวุธประจำยานพาหนะ อุปกรณ์สายพานลำเลียง และโล่ ถามต่อว่า ตำรวจต้องมีหน้าที่ไปติดตามมาหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ตำรวจเป็นตัวกลางประสานงานว่าตกอยู่ที่ใดบ้าง รถสายพานบริเวณพื้นที่การชุมนุมกำลังตรวจสอบบัญชีสิ่งของที่หายไป
ส่วนการปรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังกลุ่มผู้ชุมนุมคืนพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า กำลังพลที่เคยวางอยู่เดิมก็ต้องถอนบางส่วน แต่สถานที่สำคัญทั้งหมด เช่น สนามหลวง ศาลฎีกา พระบรมมหาราชวัง ทำเนียบ และรัฐสภา รวมทั้งสถานที่ราชการเจ้าหน้าที่ตำรวจยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ศปก.ส่วนหน้าที่มี 7 แห่งอาจจะยุบเหลือแค่ 3 แห่ง ส่วนที่ราชประสงค์ยังคงเน้นดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลสถานการณ์ไม่ให้บานปลายป้องกันการกระทบกระทั่งกับบุคคลที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงด้านการจราจร ตรวจตราอาวุธตรวจค้นยานพาหนะต่างๆ ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปจ.จำนวน 9 กอง จะมีการปรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางศอฉ. เร่งหาตัวบุคคลแต่งกายชุดดำถืออาวุธสงครามบริเวณแยกคอกวัววันที่ยึดพื้นที่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องทั้งตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และกองปราบปราม ควบคู่ไปกับการสอบสวนโดยขอร่วมมือกับทุกฝ่ายที่มีข้อมูลคลิปวีดีโอ ภาพถ่ายต่างๆ เพื่อนำข้อมูลมาประกอบกัน รวมถึงเร่งจับกุมแกนนำ 24 คน ทางบช.น. ก็ดำเนินการสนับสนุนการปฏิบัติ แต่หน่วยงานหลักเป็นบช.ก. ติดตามจับกุม
เมื่อถามต่อว่า แกนนำตั้งค่าหัวนายกฯนั้นมีความผิดหรือไม่ โฆษกบช.น. กล่าวว่า พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. กำลังดำเนินการตรวจสอบหลายกรณีที่มีการปราศรัยผู้พูดต้องรับผิดชอบทั้งความผิดต่อส่วนตัวหมิ่นประมาท หรือยุยงทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
ศอฉ.นำคลิปเหตุการณ์10เม.ย.แจงสื่อป้องกันการบิดเบือน
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ ศอฉ. ได้แถลงข่าวพร้อมนำรายละเอียดภาพเหตุการณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติภารกิจในการขอพื้นที่การชุมนุมที่ย่านผ่านฟ้าฯเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 ที่ได้รับจากสื่อทั้งใน และตปท.หลายแขนง โดยมีจุดประสงค์ให้ ศอฉ.ได้พิจารณานำมาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเหตุการณ์วันนั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และอาจมีการนำไปบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งในการแถลงข่าวครั้งนี้ ศอฉ.ได้นำคลิปมาประกอบการแถลงข่าว
คลิปแรก เป็นภาพคนที่ถือธงแดง ถูกยิงหันหน้าย้อนหลังกลับไปทางด้านหลัง ซึ่งด้านหน้าของคนที่ถูกยิง มีกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่จำนวนมาก กำลังเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ทหารเห็นได้ชัดว่า ไม่ได้ยิงมาจากทหาร เพราะถ้าทหารเป็นคนยิง คนที่อยู่ด้านหน้าคนถือธง จะต้องถูกยิงเสียชีวิตด้วย
คลิปที่ 2 เป็นการให้สัมภาษณ์ของผู้ชุมนุมเสื้อแดงเองว่า คนยิงไม่ใช่ทหาร แต่ยิงลงมาจากตึกโดยคนที่ใส่เสื้อสีฟ้า และผู้ชุมนุมอีกคนบอกว่า มีลูกระเบิดตกลงมาใส่กลางกลุ่มทหาร และไม่ใช่การยิงจากทหาร
คลิปที่ 3 เป็นเหตุการณ์ขณะปะทะกัน และมีกลุ่มผู้ชุมนุมพูดขึ้นว่า ใครมายิงช่วยพวกเรา พร้อมเอ่ยชื่อเสธ.คนหนึ่งว่า มาช่วยพวกเราหรือเปล่า
คลิป 4 ชี้แจงเรื่องการยิงของทหาร ที่ยิงเป็นนัด ไม่ได้ยิงเป็นชุด ซึ่งการยิงเป็นนัด หมายความว่าทหารไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียมาก แต่ยิงเพื่อคุ้มครองการถอนตัว โดยเมื่อยิงไปแล้ว จะมีทหารจากแนวหน้าวิ่งสวนมา เพื่อนำทหารที่บาดเจ็บกลับมา ส่วนคนยิง ยิงแล้วถอนตัวถอยไปข้างหลัง แต่ถ้าประสงค์จะยิงเพื่อทำร้าย จะยิงแล้วเดินไปข้างหน้า ทั้งนี้ ทหารที่ยิงปืนมีตัวตนที่ชัดเจน แต่ขออนุญาตไม่นำมาเปิดเผยตัว เพราะจะเป็นการสร้างกดดันเจ้าหน้าที่ทหาร แต่พร้อมนำไปชี้แจงในคณะกมธ. ถ้ามีการเรียกสอบในโอกาสต่อไป
คลิปที่ 5 เป็นภาพรถที่ลำเลียงทหารที่บาดเจ็บออกจากที่ชุมนุม แต่คนเสื้อแดงกลับลากทหารที่บาดเจ็บลงมาทำร้ายเพิ่มเติม จึงอยากย้อนถามแกนนำผู้ชุมนุมว่า ว่าที่บ้านเรียสิ่งเหล่านี้ว่า สันติ อหิงสาหรือไม่และในช่วงท้าย โฆษก ศอฉ. ยืนยันว่า ศอฉ.ยินดีรับการตรวจสอบจากคณะกรรมการข้อเท็จจริงทุกคณะ และพร้อมรับการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรม
แดงระดมแต่งดำเตรียมใช้หมาหมุ่ยดำหัวผู้ว่าฯเชียงใหม่
นางกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจอ้อม แกนนำเสื้อแดงกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประกาศผ่านวิทยุชุมชนระดมคนเสื้อแดงให้ได้ 100 คนให้มาขึ้นรถที่หน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ จ.เชียงใหม่ เพื่อเดินทางเข้าไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่กรุงเทพฯ โดยมีกำหนดจะออกเดินทางในช่วงบ่ายวันนี้
ขณะเดียวกันดีเจอ้อมยังได้ประกาศเชิญชวนคนเสื้อแดงให้สวมเสื้อสีดำแล้วไปรวมตัวกันที่หน้าจวนผู้ว่าราชการจ.เชียงใหม่ เพื่อแวะไปดำหัวผู้ว่าฯก่อน แต่ให้นำหมามุ่ยไปรดน้ำดำหัวนายอมรพันธุ์ นิมานันท์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่แทนน้ำขมิ้นส้มป่อย เนื่องจากไม่พอใจที่ทราบมาว่าผูว่าฯได้มีการออกคำสั่งไปนายอำเภอให้สั่งการไปยังกำนัน อบต.และเทศบาลทุกแห่งให้เกณฑ์ประชาชนในพื้นที่ออกมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ตามประเพณีปี๋ใหม่เมืองซึ่งกระทำวสืบต่อกันมาในวันที่ 15 เมษายนของทุกปี โดยจะมีหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษาจะร่วมกันเดินเท้าจากอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ นำขบวนบายสี และน้ำขมิ้นส้มป่อยไปรดน้ำดำหัวผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ที่จวนฯ ถือเป็นพิธีมงคลที่มีมาทุกปีไม่เคยขาด
“เทพไท”แจงรัฐยัน“จับเป็น”แกนนำแดงตามหมายจับ
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการที่กลุ่มแดงก่อการร้ายพยายามที่จะมารวมตัวที่ถนนสี่แยกราชประสงค์เพียงที่เดียวนั้น เป็นไป เพื่อหวังผลที่จะจับเอาประเทศเป็นตัวประกันให้กับตัวเอง เพราะทราบดีว่า พื้นที่ราชประสงค์นั้นถือว่าเป็นใจกลางสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะต้องกดดันให้รัฐบาลตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง และหากรัฐบาลปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ก็อาจจะทำให้กลุ่มนักธุรกิจหันมากดดันรัฐบาลได้
นายเทพไทกล่าวว่าในเรื่องนี้ตนจึงอยากจะให้ประชาชนคนทั้งประเทศต้องร่วมกันพิจารณาว่าพฤติกรรมของม็อบคนเสื้อแดงเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักธุรกิจที่อยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะต้องมีท่าทีอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาด้วย เพราะภาระทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว
“รัฐบาลก็อยากจะขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่จะต้องแสดงให้คนเสื้อแดงเห็นว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม และคนทั้งประเทศไม่สนับสนุน ส่วนการพยายามที่จะเคลื่อนไหวในลักษณะคุกคาม นักธุรกิจที่สี่แยกราชประสงค์นั้น เป็นพฤติกรรมการก่อการร้ายเต็มรูปแบบ รวมไปถึงการพยายามที่จะข่มขู่นักธุรกิจในลักษณะเรียกค่าคุ้มครองให้นักธุรกิจในสี่แยกราชประสงค์สนับสนุนการเคลื่อนไหวของตัวเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหวแบบเยี่ยงโจรก่อการร้ายจริง” นายเทพไทกล่าว
สำหรับในส่วนความพยายามของแกนนำในการแถลงข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้ายรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยข่าวว่ามีคนของรัฐมาสำรวจดูตึกในบริเวณที่ชุมนุมเพื่อที่จะใช้มาตรการรุนแรงหรือเก็บแกนนำนั้น นายเทพไทชี้แจงว่ารัฐบาลไม่เคยมีแนวความคิดที่จะใช้ความรุนแรง และพยายามที่จะใช้กฎหมายเข้ามาแก้ปัญหา แล้วก็รู้ดีว่าวิธีการแก้ปัญหาของประเทศที่ได้รับการยอมรับของคนในประเทศและนานาประเทศก็คือใช้หลักนิติรัฐ แต่คนเหล่านี้ก็ยังพยายามที่จะสร้างข่าวให้เห็นว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงและวิธีการนอกกฎหมายในการดำเนินการกับแกนนำคนเสื้อแดง
“รัฐบาลจะจับกุมแกนนำคนเสื้อแดงตามหมายจับและยืนยัน ว่าจะมีการจับเป็นเท่านั้น ไม่มีการจับตายอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นกลุ่มคนเสื้อแดง แกนนำคนเสื้อแดงก็ไม่ควรที่จะหวาดผวา และก็ไม่ควรที่จะมาหวาดระแวงการทำงานของรัฐบาล ควรจะหวาดระแวงกลุ่มของตัวเองมากกว่าเพราะเป็นกองกำลังติดอาวุธ พยายามสร้างสถานการณ์และก็โยนความผิดมาให้รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะถูกทำร้ายลอบสังหารก็ไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาล อาจจะเป็นฝีมือของคนพวกเดียวกันที่สร้างสถานการณ์และก็โยนความผิดให้กับรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ก็เกิดให้เห็นมาแล้วในช่วงเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เมษายน” นายเทพไทกล่าว
พร้อมกันนั้นนายเทพไทยังได้เรียกร้องให้แกนนำคนเสื้อแดงยุติความเคลื่อนไหวในลักษณะที่ก่อความรุนแรง และสร้างข่าวบิดเบือน ปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล
“รัฐบาลขอยืนยันว่าการแก้ปัญหาของประเทศ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาไปบ้างก็จะใช้แนวทางที่เป็นสากลที่ทุกคนทุกฝ่ายยอมรับได้ ส่วนที่จะต้องดำเนินการกับแกนนำคนเสื้อแดง รัฐบาลก็ไม่ละความพยายาม และก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจว่าวิธีการทำงานที่ไม่ได้เกิดความสูญเสีย อาจจะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนไปบ้าง แล้วก็จะต้องใช้วิธีการที่ไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เข้าร่วมการชุมนุมด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องใช้เวลาและวิธีการที่รัฐบาลมั่นใจว่าจะไม่ให้เกิดความสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้น” นายเทพไทกล่าว



