ข่าว

กรมศุลฯเตรียมพร้อมรับ"อาฟตา"งัดหลักสูตรมืออาชีพฝึกเจ้าหน้าที่

กรมศุลฯเตรียมพร้อมรับ"อาฟตา"งัดหลักสูตรมืออาชีพฝึกเจ้าหน้าที่

15 เม.ย. 2553

หลังจากที่ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 หลายฝ่ายมองว่าผู้ประกอบการไทยน่าจะเสียเปรียบ เนื่องจากจะมีการนำเข้าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศสมาชิก 10 ประเทศ

 ในอัตราภาษี 0% หลายรายการ ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีสินค้าราคาถูกเข้ามาตีตลาดไทย แต่ในทางกลับกันผู้ส่งออกไทยก็จะได้รับประโยชน์จากการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกเช่นเดียวกัน 

 กรมศุลกากรในฐานะด่านหน้าของการนำเข้าและส่งออก จึงเตรียมความพร้อมรับกับบทบาทใหม่ในเวทีการค้า "สมชัย สัจจพงษ์" อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ช่วงผ่านมา 3 เดือน ยังไม่เห็นผลชัดเจนว่ากรมศุลกากรได้รับผลกระทบเพียงไร เพราะเบื้องต้นพบว่ามีเอกชนผู้นำเข้าและส่งออกใช้สิทธิประโยชน์จากการลดภาษีเพียง 22% รายได้ของกรมจึงยังไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทำให้รายได้ของกรมยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า หากเอกชนหันมาใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเต็มที่ รายได้จากภาษีอากรจะลดลงจาก 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เหลือเพียง 4-5 หมื่นล้านบาท

 “ตามหลักการแล้วรายได้ของศุลกากรจะต้องลดลงเรื่อยๆ สวนทางกรมภาษีอื่นๆ ตามข้อตกลงทางการค้าที่จะมีการเปิดเสรีมากขึ้น และถอยเข้าหาอัตราภาษี 0% จนแทบจะไม่เหลือรายการที่จัดเก็บ เมื่อถึงตอนนั้นการจัดก็บภาษีจึงไม่ใช่ภาระหน้าที่หลักของกรมศุลอีกต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล”
 
 เน้นอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ

สำหรับบทบาทหน้าที่หลักของกรมศุลฯ นั้น จะให้ความสำคัญการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการมากกว่า ทั้งด้านพิธีการศุลกากรและระเบียบข้อบังคับ หรือขจัดอุปสรรคทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อหาทางออกร่วมกัน  จึงนำมาสู่การเสนอแก้ไขพ.ร.บ.ศุลกากร เพื่อเอื้อประโยชน์ในการนำเข้า-ส่งออกให้เอกชน  รวมทั้งประเด็นการลดแรงจูงใจด้านสินบนนำจับของเจ้าหน้าที่กรมศุล เพื่อไม่ให้มีการกลั่นแกล้งผู้ประกอบการ หรือเรียกเงินค่าปรับภาษีก็น่าจะช่วยลดภาระให้ผู้ประกอบการที่สุจริตแต่อาจแจ้งสำแดงการนำเข้าไม่ถูกต้องลงไปได้ นอกจากนี้ กฎหมายเดิมให้อำนาจอธิบดีประเมินและกำหนดอัตราภาษีได้เอง โดยยึดหลักการของแกตต์ ทำให้อธิบดีมีอำนาจมาก เพราะใหญ่สุดในการตัดสินใจ ในกฎหมายใหม่จึงยกเลิกมาตรานี้ไป

ส่วนการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้านั้น ล่าสุดได้ให้ผู้ประกอบการแจ้งเข้ามาล่วงหน้าทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำให้กรมทราบได้ตั้งแต่สินค้ายังอยู่บนเครื่องบินว่าเป็นสินค้าในพิกัดอัตราภาษีใด จึงมีการประเมินภาษีไว้ก่อนเมื่อมาถึงด่านก็สามารถจะนำสินค้าออกไปได้อย่างรวดเร็ว โดยหากไม่มีปัญหาอะไรก็จะให้นำสินค้าออกไปได้ก่อน จากนั้นจึงจะสุ่มตรวจเพียง 10% ของรายการที่นำเข้า ส่วนการส่งออกจะสุ่มตรวจประมาณ 30%

“การสุ่มตรวจภายหลังเพื่อเพิ่มความรวดเร็วให้ผู้ประกอบการ โดยกรมจะคิดไว้ก่อนว่าเอกชนมีความสุจริต แต่จากผลการสุ่มตรวจก็มักจะพบว่ามีการสำแดงพิกัดอัตราภาษีผิด หรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีประมาณ 70% ตรงนี้สะท้อนว่าในสังคมยังมีคนไม่ดี จึงจำเป็นต้องมีระบบนี้อยู่แต่อาจจะยกเลิกไปในอนาคต”

ที่สำคัญกรมศุลฯ ยังมีนโยบายจะเร่งรัดการพิจารณาอุทธรณ์ที่คั่งค้างมานาน 7-8 ปี ซึ่งกลายเป็นภาระต้นทุนของเอกชน โดยจะแก้กฎหมายให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาได้หลายคณะ ไม่จำเป็นต้องมีอธิบดีเป็นประธานคณะเดียวเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้การบริหารงานของตนในปีนี้ก็น่าจะเคลียร์เรื่องคั่งค้างได้ทั้งหมด

 ปรับบทบาทใหม่สกัดสินค้าผิดก.ม.

นายสมชัย ยังกล่าวถึงการปรับบทบาทของกรมศุลกากรในแง่การลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการตีความต่างๆ ว่า ต่อไปจะมีการกำหนดให้ชัดเจน เช่น เรื่องสินค้าผ่านแดน หากเป็นสินค้าที่นำเข้าเพื่อผ่านไปประเทศอื่นจะอาศัยกฎหมายของกรมศุลในการพิจารณาผ่อนผันไม่ต้องจัดเก็บภาษีเพื่อไม่ให้เอกชนต้องมาขอคืนภายหลัง ซึ่งจะมีความยุ่งยาก และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศบาร์เซโลนา โดยต่อไปทุกหน่วยงานจะยึดถือการตีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากจะเป็นหน่วยงานอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการแล้ว หน้าที่ของกรมศุลฯ ต่อไปในอนาคตคือ การเน้นสกัดสินค้าทำลายสุขภาพ อย่าง ยาเสพติดให้โทษ  สินค้าเถื่อน สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และสินค้าทำลายความมั่นคงของชาติ ไม่ให้มีการลักลอบเข้ามาในประเทศหรือส่งออกไปต่างประเทศ จึงได้มอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้มงวดกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่ต้องห้าม ทั้งไม้เถื่อน งาช้าง การส่งออกตู้สินค้าเปล่า เพื่อขอคืนภาษี การนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อมาสวมสิทธิ์ในการรับสิทธิ์ประโยชน์ในการจำนำกับรัฐบาล

"ในรอบปีนี้จะมีการตรวจจับสินค้าเถื่อนและยาเสพติดได้มากเป็นพิเศษ  เช่น การจับกุมการลักลอบนำเข้างาช้างถึง 230 กิ่ง ลองคิดดูว่าต้องมีการฆ่าช้างถึง 120 เชือก นับว่าเป็นเรื่องที่เศร้ามาก ส่วนการลักลอบนำเข้าไม้พยุงก็ยังมีเป็นระยะๆ เพราะเป็นไม้หายากราคาแพง โดยจะเร่งหาข้อยุติต่อไป จะได้นำไม้ดังกล่าวออกไปใช้ประโยชน์ เช่น บริจาคให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรต่างๆ เป็นต้น"
 
 ส่วนการจับกุมผู้ลักลอบนำเข้ายาเสพติดพบว่ามียอดที่สูงขึ้นมาก โดย 5 เดือนมีประมาณ 143 ราย มูลค่าของกลาง 119 ล้านบาท มีทั้งยาไอซ์ ยาบ้า เฮโรอีน ที่สำคัญบุคคลที่นำเข้ามามักจะเป็นกลุ่มเดิมจากกลุ่มประเทศในแถบตะวันออกกลาง และกลุ่มที่จับกุมได้มีการเชื่อมโยงกันและมีความถี่มากขึ้น ดังนั้นกรมศุลฯ จึงได้ขึ้นบัญชีกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวต้องตรวจดูอย่างเข้มงวดเมื่อมีการเดินทางเข้าประเทศ โดยจะมีการค้นตัวแทบทุกรายหากพบว่ามีพิรุธ และกำลังสั่งให้มีการขยายผลต่อไป

 เตรียมอบรมเจ้าหน้าที่มืออาชีพ

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับกับบทบาทหน้าที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งกรมศุลฯ ก็จะมีปัญหาด้านบุคลากร เพราะต้องมีเจ้าหน้าที่ขาดหายไปประมาณ 2,000 คนจากการเกษียณอายุราชการ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมมีอายุเฉลี่ย 47-48 ปี จะทำให้ขาดบุคลากรที่เป็นคนรุ่นใหม่อย่างมาก ดังนั้น เพื่อพัฒนาคุณภาพบุคลากร จึงได้จัดทำหลักสูตรอบรมเจ้าหน้าที่ ชื่อว่าหลักสูตรศุลกากรมืออาชีพ โดยได้นำหลักสูตรจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ และดูงานจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ อย่างญี่ปุ่น จีน  เกาหลีใต้
รวมทั้งการนำหลักสูตรของโรงเรียนศุลกากรรักษ์ ที่เคยมีในช่วงอดีตมาปรับใช้  โดยจะมีการอบรมเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับซี 5 ขึ้นไป เป็นเวลา 1 ปี รุ่นแรกมีจำนวน 60 คนจากจำนวนทั้งสิ้น 700 คน  เพื่อให้คนรุ่มใหม่มีความรู้ความสามารถ ปรับตัวได้ทันสถานการณ์ตามข้อตกลงกับต่างประเทศและสอดคล้องกับประเทศต่างๆ   

“การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้มีศักยภาพในการทำงานนั้นถือว่ามีความสำคัญ เพราะขณะนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเจ้าหน้าที่ซี 5 จะใช้เวลาหลังเลิกงานในการอบรมหลักสูตรดังกล่าว  แม้จะมีค่าใช้จ่ายแต่กรมไม่ได้รู้สึกเสียดายเงินตรงนี้เพราะน่าจะได้รับผลประโยชน์ในการทำงานกลับมาคุ้มค่ามากกว่า”