ข่าว

ว่าด้วยการขอพื้นที่คืน

ว่าด้วยการขอพื้นที่คืน

15 เม.ย. 2553

ผมเขียนคอลัมน์นี้ในเช้าวันอังคารที่ 13 เมษายน 2553 ซึ่งเมื่อพิจารณาเรื่องการเมืองไทยแล้วจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปไกลกว่าจุดที่ของการสลายการชุมนุมและขอพื้นที่คืนไปแล้ว เพราะมีการปะทะกันจนมีการสูญเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย (เอาเข้าจริงมีการพูดถึงสามฝ่าย เพราะมีเส

  นั่นคือผมขอเรียนย้ำว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง จนมาถึงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินกับการชุมนุมครั้งนี้ และได้อภิปรายไว้หลายครั้งแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ตระหนักดีว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับผมก็มีเช่นกัน แต่ก็จะขอย้ำว่า ความอันตรายในการประกาศนี้ก็คือการทำให้ผู้ชุมนุมและการชุมนุมนั้นเป็นศัตรูตั้งแต่แรก เพราะมองว่าการชุมนุมมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงต่อรัฐ ทั้งที่การชุมนุมนั้นมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างความไม่มั่นคงให้รัฐบาลต่างหาก ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่สามารถแยกอย่างเด็ดขาด แต่เขามีสิทธิในรัฐของเขาเช่นกัน และจะต้องใช้กลไกประชาธิปไตยที่มากกว่ารัฐบาลในการพิจารณาสิทธิของเขา ไม่ใช่ใช้การตัดสินใจของรัฐบาลฝ่ายเดียว

 ทางออกที่เรายังไปไม่ถึงก็คือ การมี พ.ร.บ.การชุมนุม เพราะนั่นคือการทำให้การชุมนุมเป็นเรื่องที่รัฐกำหนดไม่ได้ฝ่ายเดียว ว่าอะไรล้ำเส้นหรือไม่ล้ำเส้น เพราะทุกฝ่ายจะต้องมาตกลงกัน และในกรณีทางออกที่เราไม่ยอมทำก็คือ การตั้งกรรมการหลายฝ่ายเข้าไปอยู่ในศูนย์บัญชาการสถานการณ์ต่างๆ ที่มากไปกว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาทิ กรรมการสิทธิมนุษยชน สมาคมนักข่าวฯ

 เราพลาดโอกาสดังกล่าวที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และหันไปใช้การปิดสื่อและการเสนอข่าวด้านเดียวของรัฐบาล และสร้างภาพว่า "การชุมนุมทำได้ แต่ต้องไม่ละเมิดคนอื่น" แต่อธิบายไม่ได้ว่าใครเป็นคนตัดสินว่าไม่ละเมิด ทั้งๆ ที่เรามีรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกันเรื่องสิทธิ แต่มีกฎหมายอื่น (ไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมายลูกก็ได้ จะได้ไม่ต้องมาเถียงเรื่องลำดับศักดิ์ เพราะรัฐธรรมนูญถูกฉีกบ่อยกว่า) ที่ขัดกัน เราจะมีกระบวนการทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญมาชี้ขาดเรื่องนี้อย่างไร

 เรื่องตลกก็คือในห้วงเวลาดังกล่าว เราจึงมีคณะกรรมการสิทธิฯ ที่ไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองว่ามีขอบเขตทำอะไรได้บ้างเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีใครพึ่งพา แถมยังคิดออกมาได้ว่า หน้าที่ของตัวเองคือเอาอดีตนายกฯ มาคุยกัน (ให้สรยุทธทำป่านนี้เสร็จไปแล้ว) ซึ่งอย่างน้อยถ้าไม่รู้จะทำอะไรก็แค่เข้าไปตั้งเต็นท์ในที่ชุมนุม เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่สองฝ่ายก็ยังดี น่าเศร้ามากที่กรรมการสิทธิฯ มีบทบาทน้อยกว่าสมาคมวิชาชีพที่ออกมาคัดง้างการกระทำของรัฐบาลในสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่าเสียอีก

 ผลประการต่อมาของการมีการปกครองภายใต้ข้อยกเว้นก็คือ เราทำให้การจัดการ/การมองการชุมนุมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับคน เราใช้คำว่า "(ขอคืน) พื้นที่" และ "การชุมนุม" แทนที่จะมองว่าคนที่ชุมนุมเขาเป็นคนที่จะต้องได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเช่นกัน และเมื่อเราไม่ได้มองคนที่ชุมนุมว่า เป็นคนที่มีสิทธิ เราย่อมอธิบายอย่างง่ายดายว่า เราจะใช้ "ระบบหรือขั้นตอน" มาจัดการเขา "จากเบาไปหาหนัก" โดยไม่ตั้งคำถามถึงกระบวนการตัดสินใจแต่ละขั้น

 เรื่องนี้เถียงกันได้ครับว่า การชุมนุมนั้นละเมิดสิทธิของคนอื่นจนถึงขั้นจะต้องสลายหรือไม่ แต่ระบบหรือขั้นตอนเหล่านั้นไม่ได้ผ่านกลไกรัฐธรรมนูญอื่นๆ ที่ให้หลักประกันประชาธิปไตยเลย โดยเฉพาะไม่ได้เชื่อมั่นศรัทธาว่ารัฐบาลนั้นไม่ใช่กลไกเดียวในการบริหารประเทศแล้วในกรอบรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ แต่รวมถึงองค์กรอิสระ และองค์กรอื่นอีกมากมายที่จะช่วยกันทำให้ประชาธิปไตยทำงานได้อย่างมีเหตุมีผล (ในกรณีที่ยังเชื่อว่าผู้ชุมนุมไม่มีเหตุผล) และอยู่รอด ซึ่งต่างจากการมองว่าจะทำยังไงให้รัฐบาลอยู่รอด แล้วเชื่อว่าการอยู่รอดของรัฐบาลนั้นเท่ากับการอยู่รอดของสังคม เศรษฐกิจ และชาติบ้านเมือง

 การขอพื้นที่คืนในบริเวณราชดำเนิน-ผ่านฟ้าฯ ในวันที่ 10 นั้นในทัศนะของผม (เห็นต่างได้ครับ ไม่ได้บังคับใคร) ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เพราะเป็นวันหยุด และพื้นที่นั้นเองเป็นพื้นที่ที่มีอาคารต่างๆ ที่ไม่ได้เปิดอยู่แล้วในช่วงนั้น ผมเชื่อว่าที่แท้รัฐบาลต้องการใช้เหตุผลดังกล่าวเพื่อถอนการชุมนุมจากราชประสงค์ให้มารวมที่นี่ เพราะรัฐบาล (และผู้สนับสนุนรัฐบาล หรือคนอีกจำนวนมาก-แต่ไม่จำเป็นว่ามากที่สุดก็ได้ อย่าเถียงเรื่องจำนวนในตอนนี้เลยครับ) เห็นว่าการชุมนุมในย่านธุรกิจสร้างความเดือดร้อนกับธุรกิจ สังคม และรัฐบาลเอง

 ถ้าเรียกร้องจากผู้ชุมนุมที่คุณเห็นว่าเขาไม่มีสิทธิและเป็นภัยกับคุณไม่ได้ อย่างน้อยการขอพื้นที่คืนที่อ้างว่าไม่ใช่การสลายการชุมนุมก็ควรจะมีความตรงไปตรงมามากกว่านี้ จะเอาราชประสงค์คืนก็ไปจัดการตรงนั้นครับ