ข่าว

บชน.วอนผู้เห็นไอ้โม่งยิงทหารให้ข้อมูลตร.

บชน.วอนผู้เห็นไอ้โม่งยิงทหารให้ข้อมูลตร.

14 เม.ย. 2553

หน.พนักงานสอบสวนฯ มั่นใจหาไอ้โม่งถือเอ็ม79 ยิงทหาร-ประชาชนได้ วอนใครเห็นเข้าให้ข้อมูลตำรวจ และร่วมเป็นพยานสอบ เชื่ออาวุธที่ก่อเหตุสามารถระบุกลุ่มคนร้ายได้

(13เม.ย.) เวลา 19.45 น. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงว่า ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ได้รับมอบให้สอบสวนคดีต่างๆเกี่ยวการชุมนุมซึ่งคดีสำคัญและใหญ่ที่สุดคือ กรณีวันที่ 10 เม.ษ.โดยต้องหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้นั้น
 
 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 12 เม.ษ. ทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันว่ามีอาวุธหลายอย่างที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต อาทิ ปืนกลเบา ปืนความเร็วสูง รวมทั้งมีวัตถุระเบิดคือเอ็ม 79 นั่นแสดงให้เห็นว่ามีการใช้อาวุธสงครามที่ร้ายแรง อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยืนยันชนิดของอาวุธจากผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง

 “คนที่รู้ดีคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยผู้บาดเจ็บกว่า 8 ร้อยคน ซึ่งเราอยากไปสอบปากคำหมด คดีนี้จะมีพยานกว่าพันปาก” พล.ต.ต.อำนวยกล่าว และว่าเหตุที่มาแถลงข่าววันนี้เพื่อต้องการจะประกาศหาผู้ที่รู้เห็นเหตุการณ์ ด้วยตัวเอง ซึ่งเรียกว่าประจักษ์พยานที่จะมีน้ำหนักต่อคดี

 พล.ต.ต.อำนวย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องการอีกประการหนึ่งคือหลักฐานที่เป็นเช่นใดเช่นนั้น หากเป็นพยานบุคคล อาจเกิดกรณีวันนี้พูดอย่างแต่พรุ่งนี้อาจพูดอย่าง ดังนั้นหากเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ทั้งจากผู้สื่อข่าวหรือช่างภาพไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพหรือมือสมัครเล่นก็ตาม ก็จะเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก ซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงผู้กระทำผิด ทั้งนี้ขอให้ช่วยนำส่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล

 “เราจะรับฟังพยานหลักฐานจากทุกช่องทาง ไม่รับฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว พนักงานสอบสวนคดีนี้ จะทำคดีนี้ด้วยความเป็นธรรม โดยสิ่งที่จะพิสูจน์อย่างแรกคือพิสูจน์ถึงความถูกต้องแท้จริง อย่างที่สองคือพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก ซึ่งหากใครมีก็โปรดร่วมมือกับพนักงานสอบสวนด้วย” พล.ต.ต.อำนวยกล่าว

 เมื่อถามว่า ต้องใช้เวลาในการสอบสวนนานเท่าไร พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า พยายามที่จะทำให้เร็วที่สุด ขณะนี้ได้จ่ายงานทั้งหมดไปแล้วและช่วงวันหยุดสงกรานต์เราก็ทำงานกันทุกวัน ศุกร์ที่ 16 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น.ได้นัดประชุมพนักงานสอบสวนทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อนำจิกซอร์ ทุกตัวมาต่อกัน ปัญหาขณะนี้คือมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ออกจากโรงพยาบาลก็กลับบ้านนอกไปแล้ว ในที่อยู่โรงพยาบาลบางท่าน อยู่ในสภาพที่ให้ปากคำไม่ได้ต้องรออีกนิดหนึ่ง บางคนอยู่ระหว่างการเศร้าเสียใจ ต้องเว้นวรรคนิดหนึ่ง

 “อย่างไรก็ตามพนักงานสอบสวนชุดนี้จะเร่งรัดทำการสอบสวนคู่ขนานไปกับกรรมการอิสระต่างๆที่จะมาตรวจสอบ ทั้งนี้เราจะสอบทั้งสองฝ่าย ทั้งคนเสื้อแดงและฝ่ายทหาร ส่วนหมายจับไอ้โม่งตอนนี้กำลังตามตัวไอ้โม่งอยู่ ใครเห็นช่วยบอกด้วย เราพยายามอยู่ เราส่งไอ้โม่งนั้นไปตรวจกับไอ้โม่ง ที่เราสงสัยไปให้ผู้เชี่ยวชาญสอบ เพื่อให้ยืนยันมาและเรามีการสืบสวนสอบสวนกันหลายฝ่าย และจากอาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้สามารถบอกได้ทั้งชนิด ประเภท ขนาด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญอาวุธปืนจะบอกได้ หากเป็นอาวุธสงครามก็ต้องดูว่าเลิกใช้หรือยังถ้าเลิกในราชการไม่มีแน่นอน โดยเฉพาะ M 79 ไม่มีแน่นอน ทหารไม่ได้นำออกไปใช้ในครั้งนี้แน่นอน” รองผบช.น. กล่าว

 เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในการปฏิบัติงานหรือไม่ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ไม่ เมื่อย้ำถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่โดนทำร้าย พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า รู้สึกไม่เกี่ยวกับเรื่องสอบสวน ทั้งนี้ทางนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงในฐานะ ได้กำชับ ให้ตนดูแลและสอบสวนคดีดังกล่าวด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม

 ด้านพล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รองผบช.น. และ พล.ต.ต.ฉันทวิชย์ รามสูตร ผู้บังคับการสืบสวนนครบาล ร่วมแถลงความคืบหน้ากรณีชายฉกรรจ์สวมชุดดำคลุมไอ้โม่งไหมพรมมิดชิด ปกปิดใบหน้า ถือเอ็ม 79 เข้ามาก่อเหตุช่วงสลายการชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว คืนวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า หากพบเห็นชายแต่งกายลักษณะนี้และถืออาวุธปืนเอ็ม 79 เข้ามาในที่ชุมนุมวันนั้น ให้แจ้งเบาะแสข้อมูลแก่ตำรวจเพื่อเป็นหลักฐานในการสืบสวนคลี่คลายคดี เพราะนอกจากชายที่ถือปืนเอ็ม 79 แล้ว ยังมีคนที่แต่งกายลักษณะเดียวกันอีก 5-6 คนที่ปะปนเข้ามาก่อเหตุช่วงชุลมุนมีทั้งถือปืนอาก้า ปืนเอ็ม 16 และอาวุธสงครามอื่นๆ

 ส่วนกรณีที่มีภาพคนร้ายถือปืนอาก้าและเอ็ม 16 ปรากฎในสื่อต่างๆและปรากฎในอินเตอร์เน็ตที่ระบุรู้ชื่อและรู้ตัวแล้วเป็นทหารพรานในพื้นที่ภาคใต้นั้น พล.ต.ต.สุเมธ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ตอนนี้ตำรวจยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ยังไม่มีข้อมูลในจุดนี้ หากสื่อมวลชนมีข้อมูลหลักฐานทางคดีก็สามารถนำมามอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พร้อมจะตรวจสอบทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แต่ตอนนี้เรายังไม่มีพยานหลักฐานในส่วนนั้นในการนำไปสู่การออกหมายจับ เพราะลำพังภาพถ่ายที่ปรากฎโดยไม่เห็นใบหน้าชัดเจนและยังมีหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้านั้น

 ส่วนใหญ่จะไม่อนุมัติเพราะต้องมีพยานหลักฐานอย่างอื่นประกอบด้วย การที่ตำรวจจะรู้ว่าคนร้ายเป็นใครเป็นกลุ่มไหนจะไปจับกุมใครต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน จะคาดเดาเอาเองไม่ได้หรือไปเอาข้อมูลจากตรงนั้นตรงนี้มาแล้วมาสรุปเองไม่ได้ต้องสืบสวนอย่างละเอียด ซึ่งตอนนี้มีการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่หาข้อมูลรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆแล้ว เราตรวจสอบอยู่ไม่ต้องเป็นห่วง หากมีการยืนยันว่าเป็นคนนั้นคนนี้จริงเราต้องมีหลักฐานประกอบด้วย