
ป๊อกหนุนการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง
อนุพงษ์ ชี้ ยุบสภามีแน่แต่ขึ้นอยู่ห้วงเวลา โดยการเมืองแก้ด้วยการเมือง ลั่นทหารทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ ชูลูกน้องสุดยอดยอมเจ็บตัว แต่ไม่ยิง ปชช. ตอบโต้ ลั่นไม่เคยประคองตัวหนีปัญหา ปัดนำกำลังทหารปราบ ปชช.อีก ชี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
(12เม.ย.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพอยากเรียนให้สื่อมวลชนรับทราบ กรณีที่สถานีไทยคมที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยสื่อมวลชนมองไปในหลายมุม บางสื่อก็บอกว่า ทหาร-ตำรวจ เกียร์ว่าง หรือ บางสื่อก็บอกว่าหน่อมแน้มไม่แข็งแรงพอ
ตนอยากเรียนว่าแนวที่จะปฏิบัติต้องมีกรอบให้เจ้าหน้าที่หรือกำลังของเราทราบโดยแน่ชัดว่าในเรื่องความขัดแย้งเป็นเรื่องภายในของเราระหว่างคนไทยกับคนไทยด้วยกัน ทั้งนี้เราปูพื้นฐานในความคิดของกำลังพลของเป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ใช่ศัตรูที่จะต้องสังหารกันถึงจะชนะการที่ทำแบบนั้นไม่ใช่ชัยชนะแต่จะเป็นความเสียหายต่อสังคม สิ่งสำคัญคือสถานบันทหาร จะไม่สามารถจะอยู่ในสังคมนี้ได้ จะเป็นความสูญเสียของประเทศชาติ เพราะสถาบันทหารเป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่ง ฉะนั้นกรณีที่สถานีไทยคมจะเห็นว่าความสะใจของสื่อที่ทำให้สังคมทราบคือเอาอาวุธมาเรียงกองเอาไว้ และยึดได้
ตนได้บอกกับกำลังพลของเราว่าเป็นสิ่งที่ดีที่อยากจะให้สังคมโลกเขารู้ว่าเราเป็นผู้ถืออาวุธ แต่ถ้าเราสั่งบรรจุกระสุนและยิงกลุ่มคนเสื้อแดงเขาไม่ได้ แต่เราไม่ได้ทำ เพราะเรามีกฎการปะทะว่าเจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลยพินิจได้เมื่อ นอกจากการยิงขู่แล้ว เมื่อมีภัยถึงชีวิตตัวเองสามารถป้องกันชีวิตได้ตามกฎหมาย เราสอนเขาว่าทำเช่นนั้นมันคงจะต้องพิจารณาให้ดีเพราะจะทำให้เกิดมุมกลับทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลายออกไป และยิ่งไม่สามารถควบคุมได้อีก
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้อาวุธยิงกลุ่มคนเสื้อแดงเลย กลุ่มหนึ่งที่เห็นอยากความสะใจทำแล้วแรง ๆ จะหยุดได้ ก็ไม่ชอบ มุมหนึ่งก็ไปมองว่าเกียร์ว่าง ไม่สนับสนุนรัฐบาล ตนไม่ทราบว่าเข้าใจกันได้อย่างไร เราทำงานตามกลไกของประเทศชาติ ของรัฐบาล ถ้าเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมดีอยู่ได้เราก็ทำ แต่ถ้าจำเป็นจะต้องเดินคลานออกมา แล้วเอาก้อนหินขว้าง ซึ่งกำลังพลฆ่าเขาไม่ได้เพราะเขาเป็นคนไทยก็จะต้องออกมาอย่างนั้น กำลังพลก็มีความรู้สึกในใจ ตนก็ต้องเข้าใจเขาว่ากำลังพลทำอย่างดีที่สุดแล้วให้กับกองทัพ เพราะเป็นคนไทยยิงไม่ได้ ตนเชื่อมั่นว่าถ้าทหารไม่ว่าจะเป็นจุดไหนก็ตามแถวหน้าถ้ายิงก็หยุดหมด ล้มหมดและก็ไม่มีทางถอยแต่ทำแล้วไม่ใช่ ณ เวลานี้ถ้าทำอย่างนั้นกองทัพก็อยู่ไม่ได้ ทุกแห่งทุกค่ายทหารอยู่ไม่ได้ ประชาชนไม่เอาไว้แน่
“เหตุการณ์ในวันนั้นมี 2 มุม คือ มาตรการการประเมินสถานการณ์ การทำงานทั้งหมดไม่ได้สั่งการขึ้นลอยๆ ใครสั่งใครด้วยคำพูดลอย ๆ ประโยคเดียวไม่ใช่ แต่มาจากฐานการข่าวและจะทำได้หรือไม่ มีเหตุการณ์จริงในตอนที่พูดแต่ระดับนโยบายเขาต้องการแบบนี้ฝ่ายปฎิบัติก็จะเรียนว่าทำได้ไม่ได้และคงมีข่าวกระเซ็นกระส่ายมาถึงสื่อบ้าง สื่อก็ไปตีกันว่าขัดกัน โต้แย้ง ไม่ทำตาม ซึ่งรัฐบาลต้องการทำให้อยู่ในกรอบ ต้องการทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย บ้านเมืองมีการปฎิบัติตามกรอบ กฎหมายที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เช่น จะไปสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งถือเป็นจุดที่มีความกระทบกรเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ฝ่ายการข่าวก็บรรยายให้ฟัง ฝ่ายปฎิบัติก็ประเมินทั้งหมดว่ายากที่จะทำได้ เพราะคนที่กระทำไปแฝงตัวอยู่ในประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ การจะทำให้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย เช่น การเข้าไปจับผู้ที่มีหมายจับ เข้าไปถ้าเป็นกองกำลังเราแยกแยะได้ไม่มีปัญหา ทำกับกองกำลังที่ติดอาวุธได้ไม่มีปัญหา แต่ทำกับประชาชนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย และถ้าพลาดไปโดนเขาจะทำอย่างไร”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าไม่สามารถรักษาได้ ถ้ารักษาได้ก็ต้องยอมรับการสูญเสียแบบนี้ ซึ่งรับกันไม่ได้ ทหารเองก็ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม ถ้าไม่ทำก็หาว่าหน่อมแน้มอ่อนแอเกียร์ว่าง เห็นว่ากลับไปกลับมาแต่ขอให้รับทราบว่ากองทัพไม่ได้ทำอย่างที่อยากจะทำ แม้ว่าบางทีต้องทำ กรณีการใช้อาวุธสงครามของกลุ่มที่แฝงมากับผู้ชุมนุมจำนวนมหาศาล เรามีการพูดคุยกันว่าประเทศชาติจะอยู่ได้ด้วยสื่อตัดสินเท่านั้น ถ้าประชาชนไม่อยู่ในเหตุการณ์เขาจะรับรู้ได้สิ่งเดียวคือสื่อ
ตนแยกสื่อเป็น 2 ส่วน คือ สื่อภายในและต่างประเทศ เรามุ่งหวังอย่างยิ่งว่าสื่อต่างประเทศจะทำให้เราอยู่ในสังคมได้ ตนไม่นึกถึงสื่อภายในมากนักในจิตใจตนไม่เคยนึกถึงสื่อภายในมากนัก เพราะในตัวสื่อเองก็รู้ดีว่าเป็นอย่างไรตนหวังว่าจะมีสักสื่อสองสื่อจะมีรูป
“เราไม่ห้ามให้สื่อเข้าไป เขาเห็นการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทั้งหมดตลอดเวลาทั้งแยกคอกวัวและสตรีวิทยา แทบจะไม่มีภาพออกสื่อว่าทหารหันปืนเข้าหาประชาชนจะมีใกล้เคียงสัก 1 - 2 จุด แต่ก็จะยิงสูง เราไม่ได้เล็งที่ประชาชนนั้นเป็นสาเหตุที่เขากล้าเข้ามาตีเราใกล้ขนาดนั้น ซึ่งไอ้โล่ กระบอก ที่เป็นมาตรฐานสากล มันสู้ไอ้หอก บันไดไม่ได้เลย ไม่มีในโลกนี้ใช้บันไดดาหน้าออกมา แล้วคนดันบันได ทหารถือโล่ถือกระบอกอยู่ไม่ได้ ต้องกลับไปนั่งคิดใหม่ว่าซื้อบันไดไว้ดันกันดีกว่า แม้แต่ไม้หน้าสามกระบอกก็สู้ไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะให้เจ้าหน้าที่ถืออาวุธไปสู้ได้อย่างไร หากสู้ไม่ได้ก็ต้องไปใช้อาวุธ หากใช้อาวุธไม่ได้ก็ต้องถอย”ผู้บัญาการทหารบก กล่าว
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการยิงอาวุธหนักเข้ามา ถามว่าเรามีขีดความสามารถที่จะใช้หรือไม่ในขณะนั้น พูดได้เลยว่าเอ็ม 79 เรามีแต่ใช้ไม่ได้ เพราะไม่ได้จ่ายให้ใช้ไป แม้ว่ามันจะอยู่ในปืนอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ใช้อาวุธเอ็ม 79 แต่ใช้อาวุธที่ใหม่กว่าคือเอ็ม 203 ที่ติดอยู่ใต้ปืนเอ็ม 16 แต่เราไม่ได้จ่ายกระสุนชนิดนี้ให้กำลังพล ถามว่าใช้ได้หรือไม่ใช้ได้ แต่เราจะยิงเอ็ม 79 เข้าไปในฝูงชนทำไม่ได้ เพื่อทำลายคนที่ยิงก็ต้องใช้อาวุธอื่น ดังนั้นเราไม่ใช้อาวุธเอ็ม 79 เลย
ส่วนอาวุธปืนเอ็ม 16 ถามเจ้าหน้าที่ทั้งผู้ปฏิบัติและฝ่ายเสนาธิการว่าสามารถทำได้หรือไม่ต่อผู้ที่มายิงเรา เพราะฝ่ายเสนาธิการประเมินร่วมกับฝ่ายข่าว ที่จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นได้คือมีการยิงเข้ามาในฝูงชนแล้วป้ายสีว่าเจ้าหน้าที่ยิง วิธีแก้ก็ต้องแก้ด้วยกำลังที่ปะทะอยู่ กำจัดคนที่ใช้อาวุธอย่างนั้น อีกส่วนต้องใช้พลแม่นปืน ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ประเมินแล้วว่าทำไม่ได้ เช่น การเอาพลแม่นปืนไปอยู่ตามหลังคาตึก เขาก็จะกล่าวหาว่าพลแม่นปืนยิงประชาชน ซึ่งต่อไปหากเป็นแบบนี้ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่พลแม่นปืนและอาจมีผู้สื่อข่าวไปอยู่ด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าพลแม่นปืนจะกำจัดคนใช้อาวุธเหล่านี้ มีชุดปฏิบัติการพิเศษที่จะต้องทำต่อคนเหล่านี้โดยตรงซึ่งวันเกิดเหตุแยกคอกวัวและสตรีวิทยา ถนนสองสายมีกำลังพลสายละ 3,000 คน หากยิงไปในถนนยังไงก็โดนหรือหากยิงโดนตึกสะเก็ดก็หล่นมาโดนทหารอยู่ดี
“เขายิงตอนที่ทหารขอถอนตัว ถามว่าช่วงที่ขอถอนตัวสามารถอยู่เฉยได้หรือไม่ ฝ่ายโน่นติดต่อมาที่รัฐบาลว่าจะหยุดปฏิบัติ แต่ทหารเขาบอกว่าอยู่ไม่ได้เลย แม้แต่ถนนสิบสามห้าง เขาก็อยู่ไม่ได้ เขาต้องถอยตั้งแต่สี่แยกไปถึงวัดบวรก็อยู่ไม่ได้โดนยิงอีกแบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย อยู่ไม่ได้และบาดเจ็บมหาศาล ซึ่งฝ่ายเสนาธิการถามว่าเห็นคนยิงหรือไม่ก็เห็น แต่ทหารยิงไม่ได้ เพราะประชาชนวิ่งไปวิ่งมา เมื่อยิงก็ต้องโดนประชาชน เมื่อวานไปเยี่ยมทหารที่เจ็บ ถามเขาว่าเห็นคนยิงหรือไม่ เขาบอกเห็นระยะ 70 หลา แต่ไม่สามารถยิงได้ เพราะมีประชาชนวิ่งไปมาอาจพลาดได้ นอกจากจะใช้พลแม่นปืนเท่านั้นถึงทำได้ ถามว่าเป็นสิ่งที่ล้มเหลวหรือไม่ ผมไปบอกผู้ใต้บังคับบัญชาว่า สิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่สุดยอดเป็นสิ่งประเสริฐเพราะถ้ายิงต้องการสูญเสีย กองทัพก็อยู่ไม่ได้ วันนี้ก็อยู่ไม่ได้ ส่วนกำลังพลที่โดนจับ เช่น คนประจำรถถัง พอรถถังไปเขารู้ว่าจะมีการยิง ฝ่ายโน่นก็ต้องยิงใส่รถถังยานเกราะ ซึ่งพ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ.พล ร. 2 รอ. เขาพ้นจากรถเกราะมานิดเดียว จึงโดนกระสุน ซึ่งมีความสนิทกันมากอยู่ร่วมกันมาก็โดน และคนขับรถเขาก็ไม่ทิ้งรถก็เลยโดนจับ แล้วเขาก็เผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก แต่คิดว่าสังคมโลกคงรู้ว่ารถเช่นนี้และฝูงชนแบบนี้ ถ้าใช้อาวุธนี้ไม่มีเหลือ ไม่มีทางเข้ามาใกล้รถได้ แต่เขาเข้ามาใกล้แสดงว่าทหารไม่ได้ใช้อาวุธ ไล่ตีทหารได้เราก็ไม่ใช้อาวุธนั่นคือความภูมิใจของเราว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาเขาสุดยอด เขาโดนตีสาหัส เขาก็ไม่ยิงประชาชน”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่า จุดที่ พ.อ.ร่มเกล้าถูกยิงทำไมคนร้ายยิงได้ถูกจุดเป็นการลอบฆ่าหรืออุบัติเหตุมีการชี้เป้าหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ประเมินได้ 2 อย่าง ตอนนั้นเขาเริ่มขวางระเบิดเข้ามา ตรงสี่แยกคอกวัว พ.อ.กู้เกียรติ ขอถอนกำลังจากสี่แยกคอกวัว แต่ตนบอกให้ไปอยู่ที่ห้างแต่พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ บอกอยู่ไม่ได้ขอถอนไปที่สมโสรทหารบกเทเวศร์ได้หรือไม่ ตนบอกไม่ได้ เพราะเขาจะโอบหน้าโอบหลังตรงจุดสตรีวิทยา จากนั้นเขาก็ยิงเอ็ม 79 เข้ามาที่แยกสตรีวิทยาเลย
จากนั้นพล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหาราบที่ 2 รักษาพระองค์ ก็ได้รับคำสั่งเดียวกันให้ถอนกำลังเข้ามาข้างใน เราคิดว่าน่าจะแค่นั้นไม่คิดว่าเขาจะยิงถล่มกันขนาดนั้น จากนั้นพล.ต.วลิต เรียกผบ.หน่วยทุกคนมา สิ่งนี้ไม่อยู่ในแผน แต่เป็นการปฏิบัติสั่งการเฉพาะกิจให้มาอยู่ที่หลังรถสายพานลำเลียงพล ซึ่งกำลังจะปรึกษาหารือเขาก็ยิงกระสุนควันมาก่อน พอกระสุนควันตกเขาก็ยิงลูกจริงมา 2-3 นัด ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะแต่งกายไม่เหมือนกำลังพล ซึ่งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็พูดอยู่เหมือนกันว่ามีการชี้เป้า ก็ถือเป็นประเด็นแต่เก็บไปประมวลก่อน เพราะผู้บาดเจ็บบางคนให้การไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าต้องเป็นทหารเท่านั้นที่ยิงได้ เรื่องนี้ไม่จริงเอ็ม 79 ถ้าได้รับการฝึกวันเดียวก็ยิงได้ ถ้าสามวันก็แม่น
เมื่อถามว่า ตรงแยกคอกวัวเรามีข้อมูลคนที่ใส่ชุดดำถือปืนไปให้ตำรวจหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ศอฉ.พยายามใช้ตำรวจหลายกรณี เพื่อลดความน่าสพรึงกลัว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีขีดความสามารถเฉพาะ ซึ่งในส่วนของหลักฐานเราหากันอยู่
ถามว่าจะจัดการกับกองกำลังที่เอาประชาชนมาเป็นโล่กำบังอย่างไรและจะสามารถนำประเทศกลับไปสู่ปกติสุขได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เขาแฝงตัวอยู่ในประชาชนผู้บริสุทธิ์และใช้การปฏิบัติอย่างรุนแรง เขารู้ว่าเรายิงไม่ได้ และเขายิงจนทำให้กองทัพต้องถอย ซึ่งเหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลในชาติไม่น่าจะมีอยู่เรื่อย ๆ เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความเสียหายของชาติ เพราะกองทัพนำกำลังเข้าไปรบไม่ได้ยิงไม่ได้เป็นเรื่องที่จะต้องคิดให้หนัก หากมีโอกาสแบบนั้นประเทศชาติต้องเลวร้ายกว่านี้ คิดว่าไม่น่ามีอีกแล้ว
เมื่อถามว่า หากคุยกันไม่ได้จำเป็นต้องยึดพื้นที่คืนต้องใช้กำลังจุดยืนกองทัพเป็นอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูตามสถานการณ์ว่าสังคมยอมรับหรือไม่ คนมามากน้อยแค่ไหน ทำแล้วสูญเสียหรือไม่ ทำแล้วคนยอมรับหรือไม่ แต่ไม่ใช่ทำแล้วเหมือนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551
เมื่อถามว่า ผบ.ทบ.เคยระบุเหตุการณ์เมื่อ 7 ตุลาคมว่ารัฐบาลไม่สามารถอยู่บนซากศพประชาชนได้ แล้วกรณีที่เกิดขึ้นนี้คิดว่ารัฐบาลจะยังอยู่ได้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ทหารเป็นกลไกของรัฐ เป็นสถาบันหลักที่ต้องอยู่กับประชาชน ห้ามทำร้ายประชาชน แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่เข้าใจผิดก็ตาม
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์การเมืองเป็นแบบนี้เพราะ ผบ.ทบ.ต้องการประคองตัวเนื่องจากใกล้เกษียณไม่อยากเจ็บตัว พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่ผมทำตลอดไม่เคยคิดอย่างนั้น ทุกครั้งที่คนพูดตั้งแต่สมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตนทำตามหน้าที่ พอวันหนึ่งรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี บอกให้ทำอย่างนี้ ตนไม่ได้กลัวโดนปลด ปัจจุบันตนสั่งกำลังทั่วประเทศมาอยู่ใน ร.11 รอ.มหาศาล แต่อยู่บนพื้นฐานนโยบายรัฐบาลที่ถูกต้อง หากสิ่งไหนทำไม่ได้ก็จะบอกรัฐบาลว่าทำไม่ได้ เวลาตัดสินใจไม่เคยคิดว่าจะประคองตัวหรือไม่ประคองตัว ตนตัดสินใจบนพื้นฐานของประเทศและกองทัพอยู่ได้
เมื่อถามย้ำว่า ภารกิจกองทัพหยุดไว้ก่อนแล้วให้การเมืองหารือกันหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สื่อคิดว่าตนสมควรส่งกองทหารไปตามท้องถนนอีกหรือไม่ มันสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างปัญหาและไม่เกิดประดน์ต่อสังคมก็ไม่ส่งออกไป ซึ่งสถานการณ์มันแย่ลงมาและเห็นว่าสถานการณ์การเมืองจะแก้ปัญหาได้ และทุกฝ่ายจะให้ความสนใจ และบีบบังคับให้แต่ละฝ่ายพูดคุยกัน การทหารไม่น่าจะทำได้ ตนจึงไม่ให้ทหารออกไปตามท้องถนน ถามว่าคิดถูกต้องหรือไม่คงไปคิดกันเอง หากส่งทหารไปก็คงปะทะกันอีก
เมื่อถามว่า ท่านเคยออกรายงานทีวีแล้วบอกว่าหากเกิดการสูญเสียแล้วรัฐบาลต้องยุบสภา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า “ตนพูดอย่างนั้นเหรอ มันไม่ใช่ การที่ตนและผบ.เหล่าทัพไปออกทีวีตอนนั้นมี 2 กรณี คือจาบจ้วงสถาบันอย่างรุนแรง และการดึงสถาบันมาเป็นประโยชน์ฝ่ายตน ตอนนั้นคิดว่าเราเป็นทหารของชาติ จึงขอเวลาทางทีวี เมื่อเทียบกับตอนนี้บริบทต่างกัน สังคมต่างกัน ถ้าการเมืองแก้กันไม่ได้และประเด็นตอนนี้ คือ การยุบสภา ตนเข้าใจว่าต้องยุบสภา ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่นั้นต้องไปเจรจากัน เข้าใจว่าเรื่องนี้ต้องไปจบกันที่ยุบสภา หรือบางคนมาเสนอเป็นรัฐบาลแห่งชาติก็ไม่รู้ไปว่ากันเอง ตนขอแค่ให้เกิดความสงบเท่านั้น
“ขณะนี้สถานการณ์บังคับให้แก้ปัญหาด้วยการเมือง เดิมการเมืองก็ทำกันอยู่ แต่กลับไปหยุดอยู่ที่จุด ๆ หนึ่ง ผมประเมินว่าต้องกลับไปที่การเมือง และทุกอย่างต้องจบอยู่ที่นั้นจะพอใจหรือไม่พอใจต้องหยุด และสังคมต้องเป็นตัวตัดสิน เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องของสังคมและการเมือง ตอนนี้เขาทำกันอยู่แล้ว และน่าจะทำให้ปัญหายุติได้ ”พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุการณ์ที่สี่แยกคอกวัวที่มีการใช้อาวุธสงครามเป็นไปไม่ได้ว่าพลเรือนจะทำได้ แสดงว่ามีความแตกแยกในกองทัพและยุทธศาสตร์ที่เสื้อแดงใช้ก็เป็นยุทธศาสตร์ของทหารแล้วมารบกับทหารเอง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าไม่มี กองทัพยังสามารถจัดกำลังได้มหาศาล เป็นหมื่นคนก็ทำได้ ไม่มีความแตกแยก แต่ถ้ามีสักห้าคนสิบคนที่ออกไป สมมุติเป็นพวกทหารเก่า ใครเลี้ยงไว้อย่างไรแล้วแต่มีทหารที่เป็นลูกน้องคนสนิทในปัจจุบันอาจมี แบบนี้ไม่ใช่ความแตกแยก ตนไม่คิดว่าเป็นเรื่องความแตกแยก เท่าที่ทราบข่าวอาจมีทหารที่รีไทส์ไปแล้ว คนพวกนี้ไม่ใช่ความแตกแยกของกองทัพ แต่เป็นผู้ปฏิบัติที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ เรามีข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คงไม่สั่งให้กองกำลังไปกวาดล้าง แต่ถ้าอยู่ในสนามรบคงต้องสั่งทำแบบนั้น
เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าคนยิงเจาะจงไปที่กองทัพบกเป็นการลอบฆ่าหรือบังเอิญเป็นอุบัติเหตุ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นการลอบสังหาร เป็นการทำที่ไม่ค่อยมีการข่าวที่ดี เพราะตอนที่ทำตนไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย ขณะนั้นไม่มีนายทหารระดับสูงอยู่ ซึ่งคนร้ายยิงที่ชั้น 6 ตึกกองทัพบก แต่ไม่มีใครอยู่ช่วงนั้น หากจะบอกว่าเป็นการลอบสังหารก็อาจจะว่าได้ หากเป็นกองบัญชาการในการรบ เราจะไม่ให้ใครมายิง เขาจะตั้งออกมาไกลยิงไม่ถึง
ผู้สื่อข่าวถามว่า อาวุธสงครามที่ใช้เชื่อมโยงกับนายทหารคนหนี่งที่ซ่องสุมกำลังพลมาก่อเหตุหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้ามีพยานหลักฐานไปถึงใคร สังคมต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนจะเชื่อมโยงหรือไม่ ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่สื่อมวลชนกำลังซักถาม พล.อ.อนุพงษ์ อยู่นั้น จากนั้นในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์สื่อมวลชนถามนายสุเทพ “ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองยังได้อยู่ใช่หรือไม่” แต่ระหว่างนั้นนายสุเทพมีอาการเหมอลอยนิ่งเฉยอย่างเห็นได้ชัด หลัง พล.อ.อนุพงษ์ พูดถึงการเรื่องประเด็นการยุบสภาเป็นทางออกหนึ่ง จนเวลาผ่านไปประมาณ 10 วินาที นายสุเทพยังไม่ตอบคำถามยังคงเหมอลออยอยู่ ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ ต้องเอามือสะกิดนายสุเทพ เพื่อให้ตอบคำถาม จนนายสุเทพสะดุ้งแล้วตั้งสติได้ จึงย้อมถามผู้สื่อข่าวว่าคำถามว่าอย่างไร



