
ศอฉ.ลั่นขอคืนผ่านฟ้าอ้างรัฐไม่มีทางเลือก
ศอฉ.ลั่นขอ ผ่านฟ้าคืนก่อนค่ำ รอฟังคำสั่งสลายแดงราชประสงค์ต่อ เผยทหารเจ็บ 2 โดนแดงยิง ปัดนายกฯสั่งฆ่าม็อบ ด้าน ปณิธานบอกไร้ทางเลือก ต้องขอผ่านฟ้าคืน ยันสลายยึดหลักสากล
(10เม.ย.) เวลา 17.00 น. ที่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์(ร.11รอ.) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวว่า ในนามรัฐบาลขอชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการดำเนินการคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้า และถนนราชดำเนิน เริ่ม 13.00 น . การเริ่มคืนพื้นที่ในวันนี้ ก็เพื่อคลีคลายสถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะโดยเร็ว และเพื่อให้เป็นไปตามพ . ร . ก . ฉุกเฉินฯ ความจำเป็นคืนพื้นที่รัฐบาลดำเนินการมาตลอด วันนี้เป็นขั้นตอนสำคัญ ความจำเป็นเนื่องจาการชุมนุมไม่ได้เป็นไปตามตัวบทกฎหมายการกัดขวางการจราจร กระทบความเป็นอยู่ รัฐบาลจึงมีความจำเป็น บนพื้นฐานกติกาสากล หลักกฎหมาย บนพื้นฐานเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องรักษากฎหมาย ถึงแม้ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร พลเรือน แต่ก็จะใช้ระมัดระวัง เราคำนึงถึงสิทธิทุกท่าน ความปลอดภัยของประชาชน และผู้ชุมนุม
นายปณิธาน กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีทางเลือก ยกเว้นต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร พลเรือนเหมาะสม เป็นแนวทางที่นายกฯให้ไว้ นอกจากคืนพื้นที่ ดำเนินคดีกับคนที่ทำผิดกฎหมาย สร้างความวุ่นวาย ควบคุมการสื่อสารที่ขัด รัฐบาลเข้าใจประชาชนส่วนใหญ่ไม่สบายใจ และต้องการให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหา ในช่วงดำเนินการคืนพื้นที่ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเข้าพื้นที่ดังกล่าว คอยฟังข่าวสาร ระมัดระวังข่าวสารเป็นเท็จ รวมมือเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ
เมื่อถามว่า นายกฯทำไมถึงตัดสินใจสลายการชุมนุม นายปณิธาน กล่าวว่า ท่านได้ให้แนวไว้แต่แรกว่า การดำเนินการของรัฐบาล ก็จะมี 3 ส่วน การคืนพื้นที่เป็นส่วนแรกที่ให้ความสำคัญคืนสู่สภาวะปกติก่อนสงกรานต์ ส่วนสองการจับกุมดำเนินคดีคนที่ผิดกฎหมาย และการควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภท ดูความพร้อมเจ้าหน้าที่ เงื่อนไขในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตัดสินใจดูความพร้อม นโยบายฯนายกฯให้ไว้แต่แรกๆ ขอเน้นว่า ในการดำเนินการคืนพื้นที่มีปัจจัยหนึ่งขอความร่วมมือและรัฐบาลเป็นกังวล การเสนอข่าวไม่เป็นจริง เช่น เรื่องรถไฟฟ้า โดยบอกว่า ใช้รถไฟฟ้าคุกคามผู้ชุมนุมไม่จริง นำไปสู่การชักจูง เป็นเรื่องเท็จจริง และทำให้ตื่นตระหนก การทำอย่างนี้ในพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เราขอความร่วมมือเผยแพร่ข่าวที่ถูกต้อง ระงับข่าวลือข่าว นายกฯสั่งทำลายประชาชน การเสนอข้อมูลบิดเบือนกระทบต่อประชาชน ไม่ทำให้เกิดสภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา คงใช้เวลาไม่นาน ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงบริเวณตรงนั้นไปก่อน
นายปณิธาน กล่าวต่อว่า สืบเนื่องจากอาวุธปืนรัฐบาลมีแนวทางชัดเจนให้ทหาร ตำรวจ พลเรือน ทำงานในพื้นที่ไม่ติดอาวุธ แต่มีเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งมีอาวุธไว้บ้างเพื่อป้องกันความปลอดภัย และมีกฎควบคุมการใช้อาวุธอย่างเคร่งครัด การบิดเบือนอาวุธนี้ปราบปรามประชาชนเป็นเรื่องเท็จ แนวทางใช้อาวุธอยู่บนหลักสากล เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนัก ที่ลาดหลุมแก้วชัดทหารมีอาวุธไว้ป้องกันไม่ได้ปราบปรามประชาชน
ด้านพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แถลงความคืบหน้าในการดำเนินการขอคืนพื้นที่ที่สะพานผ่านฟ้าว่า ก่อนหน้าที่จะดำเนินการขอคืนพื้นที่ได้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่กองทัพภาคที่ 1 โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 200 - 300 คนที่พยายามบุกเข้าไปกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจใช้แก๊สน้ำตาตามกฎการใช้กำลัง และหลังจากนั้นได้เดินทางกลับไปสะพานผ่านฟ้า และมีการปลุกระดมคนในพื้นที่ว่า ทหารทำร้ายประชาชน จากนั้นเวลา 13.00 น. ศอฉ.จึงเริ่มดำเนินการตามแผนเพื่อขอคืนพื้นที่ โดยได้จัดกำลังทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน ซึ่งมีการดำเนินการในสองเส้นทางที่มุ่งสู่สะพานผ่านฟ้า คือ เส้นทางจากลานพระบรมทรงม้า และเส้นทางจากอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยมุ่งสู่สะพานผ่านฟ้า ซึ่งปัจจุบัน จากเส้นทางลานพระบรมรูปทรงม้า แนวหน้าสุดอยู่หน้ากระทรวงศีกษาธิการ ส่วนเส้นทางที่มาจากอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย แนวหน้าสุดที่อยุ่ใกล้กับผู้ชุมนุมคือ ถ.พระสุเมรุ การปฏิบัติงานตามแผนการขอคืนพื้นที่ จะยึดหลักจากเบาไปหนักตามกฎการใช้กำลัง 7 ขั้นตอน
“ในการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว ทำให้ในขั้นที่หนึ่ง สอง สาม ถึงขั้นที่เจ็ดไม่สามารถกำหนดเวลาได้ชัดเจน เพราะแต่ละขั้นพัฒนาเร็ว เจ้าหน้าที่จึงต้องดูตามความเหมาะสมตามเหตุการณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เป็นห่วงความปลอดภัยประชาชนเป็นย่างยิ่ง และคำนึงให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุด มาตรการในการดำเนินการคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ทั้งนี้จากรายงานข่าวล่าสุดทราบว่า ผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ กระสุน วัตถุระเบิด ทั้งนี้ ทีบริเวณสี่แยกคอกวัว มีทหารสองนายได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงเข้ามาจากผู้ชุมนุม ส่วนการดำเนินการขอพื้นที่คืนเป็นไปตามแผนงาน ไม่ได้มีการกำหนดเวลาไว้ ”พ.อ.สรรเสริญ กล่าว
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ขณะเดียวกันมีการปล่อยข่าวลือว่า เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงยิงทำร้ายประชาชน และนายกฯสั่งให้ดำเนินการเฉียบขาดเข่นฆ่าประชาชน ซึ่งยืนยันไม่เป็นความจริง ทุกอย่างไปตามกฎการใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ที่มีกระสุนจริงมีเฉพาะนายทหารสัญญาบัตร และนายสิบอาวุโสที่อยู่แถวหลังสุด มีภารกิจยิงปืนขึ้นฟ้าขู่เพื่อให้ผู้ชุมนุมล่าถอย รวมถึงจากการตรวจสอบยังไม่มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนจริง นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า มีการตั้งค่าหัวแกนนำ ซึ่งความจริงไม่เป็นอย่างนั้น เพียงแต่แจกรายชื่อ และภาพถ่ายของแกนนำที่ถูกออกหมายจับ โดยในการขอคืนพื้นทื่ หากพบตัวสามารถจับกุมตัวเลย ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทุกนายจะปฏิบัติภารกิจโดยยึดหลักกฎหมายและความปลอดภัยเป็นหลัก
เมื่อถามถึงสาเหตุที่มีการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ตั้งแต่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผู้ชุมนุมพยายามฝ่าฝืนกฏหมายทั้งบุกรัฐสภา ไทยคม ที่มีการประกาศห้าม หากยิ่งนานไปเจ้าหน้าที่ไม่ทำอะไรจะทำให้ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน ประกอบกับกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนน้อยและไม่มีการเร่งเร้ามาก วันนี้เราจึงจะขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่จะมืดค่ำ เพราะหากมืดจะยิ่งเป็นอุปสรรคกับทั้งตำรวจ ทหาร และผู้ชุมนุม ส่วนการขอพื้นที่ที่แยกราชประสงค์ เรากำลังส่งกำลังไปกดดัน หากสามารถดำเนินการได้ จะดำเนินการ แต่ขณะนี้รอฟังนโยบายก่อน เพราะพื้นที่แยกราชประสงค์ยังไม่ใช่ความเร่งด่วนลำดับแรก ซึ่งขณะนี้กลุ่มผู้ชุมนุมที่แยกราชประสังค์มีแค่ 8-9 พันคน เมื่อดำเนินการแล้ว ต้องทำให้เสร็จสิ้นตามภารกิจ
เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยเหมือนช่วงเดือนเมษายน พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ผ่านมาถือเป็นบทเรียน จากที่มีการรายงานเข้ามายังไม่พบว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการดำเนินการเหมือนช่วงเมษายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเราได้มีการเตรียมการไว้แล้ว ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น ในพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ทางกอ.รมน.ภาคได้มีการรายงานว่า ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ได้มีผู้มาชุมนุมที่หน้าศาลกลางจังหวัดจำนวน 500 คน แต่ไม่มีการรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะบุกเข้าที่ศาลากลางตามข่าว ซึ่งเราได้ให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าพุดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมแล้ว ส่วนความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตลอดทั้งวันได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มเสื้อทางจอมอนิเตอร์ที่ร. 11 รอ.



