
จำเป็นหรืออยาก !!
ใกล้สงกรานต์แล้วค่ะ อดนึกถึงบรรยากาศเก่าๆ กับประเพณีอันดีงามที่เราเตรียมน้ำอบ แป้งร่ำไปรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ไม่ได้ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่เทศกาลสงกรานต์ในช่วง 2 ปีนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะสถานการณ์ทางการเมืองทำลายบรรยากาศวันแห่งครอบครัวจนหมดสิ้นจริงๆ
เมื่อก่อนดิฉันคิดว่า แค่เราทำ “หน้าที่” ของเราให้ดีที่สุดก็เพียงพอ แต่วันนี้เห็นทีจะต้องเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เพราะโลกมันเปลี่ยน แกนโลกก็เปลี่ยน ดังนั้น นอกจากต้องทำเฉพาะหน้าที่ของตัวเองแล้ว บางครั้งบางหนอาจจะต้องทำเกินกว่าหน้าที่อีกด้วยถึงจะ “มากพอ”
เอาเป็นว่า สำหรับใครที่มีโอกาสฉลองเทศกาลปีใหม่แบบไทยๆ ได้ ก็ยินดีด้วยนะคะ ขอให้มีความสุขกับความเย็นฉ่ำท่ามกลางอากาศร้อนระอุทะลุ 40 องศาเซลเซียสแบบนี้ จริงๆ แล้ว ดิฉันว่า คนไทยโชคดีที่เรามีโอกาส “เริ่มใหม่” ได้หลายครั้ง บางคนใช้วันขึ้นปีใหม่สากล คือ วันที่ 1 มกราคม เป็นตัวตั้งในการทำอะไรใหม่ๆ
ผ่านพ้นไปเดือนกว่า ถ้าชีวิตยังไม่ได้เริ่มใหม่เสียที เราก็ขีดคั่นให้ “วันตรุษจีน” ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน เป็นจุดเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ในชีวิต หลังจากนั้น ถ้ายังไม่ได้เริ่มอีก ก็ใช้เทศกาลสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ไทย เป็นเส้นแบ่งเวลาได้อีกหน พ้นจากนี้ไปมีอีกหรือเปล่า ขอบอกว่า ไม่แน่ใจ แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ปีใหม่ 3 หนนี่ก็เหลือกินเหลือใช้แล้วค่ะ
ถ้ายังเริ่มใหม่ไม่ได้ซะที ทั้งๆ ที่มีโอกาสตั้ง 3 ครั้ง ก็ต้องพิจารณาตัวเองแล้วล่ะค่ะ
ดังนั้น ใครที่ยังไม่ได้เริ่มต้น จะใช้ช่วงที่บ้านเมืองอลหม่านสับสน (เกี่ยวกันหรือเปล่า) ในวันขึ้นปีใหม่ไทย ลองตั้งหลักเปลี่ยนตัวเองอีกสักตั้งก็แล้วกันค่ะ และถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไหน หรือจะเริ่มยังไง จะขยับไปทางไหน ลองติดตาม “7 เคล็ดลับ เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี” ซึ่งเป็นแนวคิดดีๆ จากสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดูค่ะ
สำหรับ 7 เคล็ดลับที่ว่า เริ่มต้นด้วยเคล็ดลับที่ 1 นั่นคือ ประกาศเจตนารมณ์การออม โดยออมเงินอย่างจริงจัง หันมาใช้ชีวิตแบบ “ออมก่อน ใช้ทีหลัง” โดยออมให้พอเหมาะพอดี ไม่ตึงหรือไม่หย่อนเกินไป
เคล็ดลับประการที่ 2 ที่จะขยายความต่อในลำดับต่อไป ก็คือ แยกระหว่าง “ความจำเป็น” หรือ Need กับ “ความอยาก” หรือ Want ทำได้ง่ายๆ แค่ก่อนตัดสินใจซื้อของชิ้นหนึ่ง ให้หยุดคิดและชั่งใจว่า ของชิ้นนั้นเป็นของที่จำเป็น หรือแค่อยากได้ หากซื้อแล้วคุ้มค่าหรือไม่ และจะได้ใช้หรือเปล่า
ส่วนข้อ 3 เป็นการ สำรองเงินยามฉุกเฉิน เพราะอาจมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมเงินสำรองเอาไว้ก้อนหนึ่งเพื่อรับมือกับเรื่องฉุกเฉิน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ถัดมาเคล็ดลับที่ 4 นั่นคือ “จดทุกรายการรับจ่าย” ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้เท่าทันสถานการณ์ทางการเงิน ช่วยให้สามารถตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปได้
มาถึงเคล็ดลับที่ 5 เขาบอกว่า ให้ “มุ่งมั่นใช้หนี้” ค่ะ เพราะหนี้จะทำให้ภูมิคุ้มกันทางการเงินของคุณย่ำแย่ลง ดังนั้น ต้องพยายามปลดหนี้ เพื่อเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินโดยเร็ว ข้อถัดมา คือ “หาทางเพิ่มรายได้” โดยจะต้องค้นหาความสามารถของตัวเอง เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้พิเศษ หรือหาคอร์สฝึกอาชีพที่อาจทำเงินให้ได้มหาศาลในอนาคต และเคล็ดลับที่ 7 เคล็ดลับสุดท้าย คือ “ลงทุนในเงินงอกเงย” ลองศึกษาการลงทุนทางเลือกอื่นๆ เช่น หุ้น หุ้นกู้ ทองคำ พันธบัตร กองทุนรวม หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยเลือกการลงทุนที่เหมาะสมภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เขาบอกว่า ถ้าทำได้ครบ 7 เคล็ดลับ รับรองว่า จะเป็นเจ้าของสุขภาพทางการเงินที่ดีได้ไม่ยาก พร้อมกับตั้งคำถามว่า วันนี้ได้ใช้เคล็ดลับอะไรบ้างหรือยัง? ถ้าคำตอบคือ ได้ครบทุกข้อ ดิฉันก็ขอชื่นชมด้วยความจริงใจ
แต่ที่อยากจะเพิ่มเติมก็คือ เคล็ดลับที่ 2 เกี่ยวกับ “ความจำเป็น” หรือ “ความอยาก” ที่ระยะหลังมีการพูดกันมาก เรื่อง Need กับ Want นี่แหละค่ะว่าแหม..มันแยกยากเหลือเกิน เพราะบางทีพอ “อยาก” แล้ว ก็กลายเป็น “จำเป็น” ไปหมด
พอดิบพอดีกับที่ไปเห็นนิทานการออมของเด็กๆ ที่ได้รับรางวัลจากกิจกรรมของบริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ในโครงการ “ซาบีนี่ เซฟวิ่ง..หนูน้อยรักการออม” ซึ่งได้รับรางวัลทุนการศึกษาไปทั้งหมด 4 คน ได้แก่ ด.ญ.อิสริยาภรณ์ ฤทธาคณานนท์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ด.ญ.ปภานัน วิริยะธนิต นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ด.ญ.พัชรี รุ่งวรโสภิต และ ด.ญ.กัญญาภัค วีรวัฒน์ไพศาล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ที่ดิฉันติดใจและคิดว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของการแยกระหว่าง “ความจำเป็น” กับ “ความอยาก” เป็นผลงานของน้องอิสริยาภรณ์ค่ะ
หนูน้อยชั้น ป.6 คนนี้เล่าผ่านผลงานการเขียนของตัวเองว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สาวน้อยได้ยินคุณพ่อคุณแม่ปรึกษากันว่า เงินที่เก็บไว้ มีมากเพียงพอที่จะซื้อของที่ลูกอยากได้ แต่ของที่ลูกสาวต้องการนั้นมีราคาแพงมาก เมื่อได้ยินพ่อแม่พูดอย่างนั้น ความรู้สึกแรกของเธอคือ นึกถึงคำพูดของพ่อแม่ที่สอนตั้งแต่ยังเล็กๆ ว่า “ให้ลูกรู้จักใช้เงิน” และ “ให้ลูกรู้จักประหยัด” เมื่อทบทวนดูแล้ว หนูน้อยคนนี้พบว่า ของที่เธอ “อยากได้” นั้น ไม่ใช่ของที่ “จำเป็น” ดังนั้น เธอจึงบอกกับคุณพ่อและคุณแม่ว่า “หนูจะเก็บเงินเพื่อซื้อของที่หนูอยากได้เอง”
“อิสริยาภรณ์” บอกว่า หลังจากนั้นก็เก็บเงินที่เหลือจากค่าขนม ค่าอาหาร รวมทั้งช่วยคุณแม่ทำงานบ้าน ซึ่งคุณแม่ก็ให้เงินพิเศษแก่เธอ จนเมื่อครบ 1 เดือน เธอมีเงินมากพอที่จะซื้อตุ๊กตาที่อยากได้ แต่เมื่อถึงเวลานั้น เธอรู้สึกเสียดายหากต้องนำเงินที่อุตส่าห์เก็บไว้ไปซื้อตุ๊กตา สุดท้ายหนูน้อยเปลี่ยนใจนำเงินทั้งหมดไปฝากธนาคารแทน และทุกวันนี้เธอมีเงินฝากของตัวเองหลายหมื่นบาทแล้วค่ะ
เรื่องนี้ไม่ต้องขยายต่อ แต่ขอบอกสั้นว่า ถ้าคุณแน่ คุณต้องไม่แพ้เด็ก !!!
ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]



