ข่าว

เหลียวมองคีร์กีซสถานคนนอกทำแตกแยกหรือพลังประชาชน?

เหลียวมองคีร์กีซสถานคนนอกทำแตกแยกหรือพลังประชาชน?

11 เม.ย. 2553

มลฤดี จันทร์สุทธิพันธุ์

 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนทำเอาหลายประเทศตั้งตัวแทบไม่ทัน กับการที่ผู้สนับสนุนฝ่ายค้านรวมตัวขับไล่รัฐบาลคีร์กีซสถาน จนทำเอาเมืองหลวงและอีกหลายหัวเมืองตกอยู่ในสภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแป

จนกระทั่งฝ่ายค้านสามารถบุกยึดสถานที่สำคัญๆ ของประเทศและประกาศยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาท่ามกลางความมึนงงของประชาคมโลกที่ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งใช้เวลาราว 2 วันเท่านั้น

 จากนั้น โรซา โอตุนบาเยวา ผู้นำฝ่ายค้านหญิงวัย 59 ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งจากอดีตพรรคฝ่ายค้านให้ดำรงตำแหน่งผู้นำเฉพาะกาล แทนที่ ประธานาธิบดีเคอร์มันเบก บากิเยฟ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรกับเธอ หนีออกจากกรุงบิชเคก

 คุณแม่ลูกสองรายนี้ไม่ใช่หน้าใหม่ของแวดวงการเมืองในคีร์กีซสถาน เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เธอเป็นหนึ่งในผู้นำขบวนการ "การปฏิวัติทิวลิป" ที่นำไปสู่การขับไล่ ประธานาธิบดีแอสการ์ อากาเยฟ ก่อนที่คราวนี้เธอจะเป็นผู้นำขับไล่อดีตพันธมิตรของตัวเองอย่างนายบากิเยฟซึ่งได้รับการมองว่าเริ่มปกครองบ้านเมืองแบบเผด็จการมากขึ้นทุกที

 โอตุนบาเยวา ซึ่งจบการศึกษาด้านปรัชญาจากรัสเซีย ขึ้นชื่อเรื่องความกล้าในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งเธอมักจำกัดความรัฐบาลว่า เล่นพรรคเล่นพวก ทุจริตฉ้อฉล และกดขี่ฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกรณีที่นักข่าวและนักวิจารณ์รัฐบาลถูกสังหารอย่างเลือดเย็น อีกทั้งฝ่ายบริหารยังลุแก่อำนาจ ใช้อำนาจในทางมิชอบ ยิ่งทำให้เธอยิ่งเดือดดาล จนถึงกับตราหน้าว่า "การเมืองเป็นเหมือนเชื้อโรค"

 ในฐานะที่เป็นหัวหน้าวิปฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นพรรคสังคมประชาธิปัตย์นั้น เธออุทิศเวลาส่วนใหญ่ไปกับการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประณามการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง และค่านิยมการลักพาตัวหญิงสาว และการบังคับให้แต่งงาน เคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศทั้งในสมัยของอากาเยฟ และบากิเยฟ

 ขณะที่หลายคนมองว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เธอชนะใจผู้คนคือ ความมุ่งมั่น และการคงไว้ซึ่งความซื่อสัตย์กับแนวทางของตัวเอง

 กระนั้นการประท้วงจลาจลที่เริ่มปะทุขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งมีการเสียเลือดเสียเนื้อของทั้งฝ่ายผู้ประท้วงและฝ่ายกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาล จนนำไปสู่การโค่นรัฐบาล ก็ทำให้หลายคนมองว่าทุกอย่างดำเนินไปอย่างง่ายดาย ง่ายเสียจนอดคิดไม่ได้ว่ามีฝ่ายอื่นฝ่ายใดสนับสนุนการลุกฮือครั้งนี้หรือไม่

 และฝ่ายแรกที่ถูกมองคือ รัสเซีย อดีตผู้ปกครองสมัยยังเป็นสหภาพโซเวียต

 เมื่อถูกมองว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เองก็รีบออกมาปฏิเสธว่า รัฐบาลมอสโกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในคีร์กีซสถาน ที่รัสเซียมักจะมองว่าเป็นเหมือนสวนหลังบ้านของตัวเอง แต่ปูตินเองก็เป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่ออกมายอมรับการมีตัวตนของรัฐบาลเฉพาะกาลคีร์กีซสถาน ตามมาด้วยสหภาพยุโรป ขณะที่ทำเนียบขาวก็ยังออกอาการพะว้าพะวังในการเลือกข้าง และประณามเหตุการณ์ใช้กำลังรุนแรงของทั้งตำรวจและกลุ่มผู้ประท้วง

 สาเหตุสำคัญเป็นเพราะยังไม่แน่ใจว่า รัฐบาลที่มาใหม่นั้นจะตัดสินใจอย่างไรกับฐานทัพอากาศของสหรัฐที่มาปักหลักอยู่ในคีร์กีซสถาน อันเกิดขึ้นจากข้ออ้างการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่มาตั้งฐานทัพในสวนหลังบ้านของรัสเซีย

 แม้ปูตินของรัสเซียจะออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ แต่ โอเมอร์เบก เทเกบาเยฟ อดีตพรรคฝ่ายค้านที่ขณะนี้ดูแลด้านการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐบาลเฉพาะกาล กลับออกมาขอบคุณรัสเซีย ที่ช่วยขับไล่ประธานาธิบดีบากิเยฟ พร้อมระบุชัดว่ารัสเซียมีบทบาทในการช่วยขับประธานาธิบดีออกไป

 "คุณเห็นระดับความพอใจของรัสเซียได้เลยตอนที่เห็นบากิเยฟออกไป ดังนั้นตอนนี้จึงมีความเป็นไปได้ว่าระยะเวลาของกองทัพอากาศสหรัฐที่อยู่ในคีร์กีซสถานนั้นอาจหดสั้นลง" เทเกบาเยฟ กล่าว ท่ามกลางการรายงานข่าวว่า อัลมัซเบก อาตัมบีแยฟ รองผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาลของคีร์กีซสถานได้บินด่วนไปยังรัสเซียเพื่อขอความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจในการฟื้นฟูประเทศแล้ว

 หลังจากที่เห็นถึงความไม่แน่นอนของตัวเอง สหรัฐก็เร่งส่งนักการทูตเข้าพบโอตุนบาเยวา เพื่อเรียกร้องให้เร่งรักษาความสงบเรียบร้อยและเคารพหลักประชาธิปไตย แต่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐยืนยันว่ารัฐบาลยังไม่ได้ยอมรับเธอในฐานะผู้นำประเทศของคีร์กีซสถาน
 ขณะที่โอตุนบาเยวาเองก็ออกมายืนยันว่า รัฐบาลเฉพาะกาลสามารถควบคุมทั้งประเทศไว้ได้แล้ว ยกเว้นแต่เพียงเมืองออช และเมืองจาลาลาบัดทางตอนใต้ของประเทศ ที่บากิเยฟหนีไปอยู่พร้อมได้รับการสนับสนุนจากกำลังทหารและทหารตระเวณชายแดน

 ด้านบากิเยฟก็ยังไม่ยอมแพ้ ประกาศว่ายังคงเป็นประธานาธิบดีที่มีความชอบธรรมของคีร์กีซสถาน แม้ยอมรับว่าได้สูญเสียอำนาจควบคุมกองทัพและตำรวจแล้วก็ตาม

 นอกจากนี้ยังออกมายืนยันด้วยตัวเองอีกว่า รัสเซียและสหรัฐ ซึ่งล้วนแต่มีจุดยุทธศาสตร์ทางทหารในคีร์กีซสถาน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วงโค่นรัฐบาลตัวเองเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา และบอกว่าจะเปิดการเจรจากับรัฐบาลเฉพาะกาลเพื่อหาทางจัดการกับปัญหานี้ ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สร้างความโศกาให้แก่ผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

 ...ดังนั้น ทางเลือกสุดท้ายของการแก้ปัญหาทุกอย่างก็คือการหันหน้ามาพูดคุยเจรจา เพื่อป้องกันการสูญเสียซึ่งหลีกเลี่ยงได้