ข่าว

แม้วสั่งเกมยาวมาร์คไม่สลายก็ต้องยุบ

แม้วสั่งเกมยาวมาร์คไม่สลายก็ต้องยุบ

10 เม.ย. 2553

สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มองเห็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศใช้ราวกับใบอนุญาตให้เคลื่อนไหวอิสระปลอดจากกฎหมายควบคุม

 โดยเฉพาะบุกไปยึดสถานีดาวเทียมไทยคม ต.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อบังคับให้เชื่อมสัญญาณกับพีทีวี หลังจากถูกตัดสัญญาณตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน

 ในขณะที่กำลังทหารที่วางเอาไว้ ไม่สามารถทานกำลังคนเสื้อแดงต้องถอยร่น บางส่วนแทบไม่ต่างจากเชลยศึก บางรายถึงกับหมดสติเพราะโดนแก๊สน้ำตาและอากาศร้อน และคนเสื้อแดงก็เข้ายึดสถานีดาวเทียมไทยคมได้สำเร็จ พร้อมกับบังคับให้เชื่อมสัญญาณเพื่อออกอากาศให้ได้ภายในวันที่ 9 เมษายน

 เกิดคำถามขึ้นในทันทีกับนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้ว จะยังยืนยันหรือไม่ว่า รัฐบาลจะไม่สลายการชุมนุม? 

 เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ยืนยันมั่นเหมาะว่าจะไม่ให้ม็อบเสื้อแดงยึดสถานีดาวเทียมไทยคมโดยเด็ดขาด

 กำลังทหารหลายร้อยนาย พร้อมเครื่องมือปราบจลาจล โล่ กระบอง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ ปืนยิงกระสุนยาง ยันปืนเอ็ม 16 ที่เป็นอาวุธประจำกาย กลายเป็นท่อนไม้ที่ไม่สามารถปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีได้เลยแม้แต่น้อย

 นี่ใช่เพราะกองทัพยึดมั่นในหลักการที่ว่า ทหารจะไม่ทำร้ายประชาชน ก็เลยไม่อาจหักใจสลายการชุมนุมด้วยเครื่องมือที่มีอยู่หรือไม่

 หรือว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอย่างที่ร่ำลือกันจริงๆ ?

 เพราะต่างก็รับรู้อยู่ว่า สถานีดาวเทียมไทยคมนั้นเป็นเป้าหมายสำคัญที่คนเสื้อแดงจะต้องบุกไปยึด ขณะเดียวกันสถานีดาวเทียมไทยคมนั้นแม้จะเป็นของเอกชน แต่ก็เกี่ยวพันกับความมั่นคงสูงสุดของประเทศ แล้วเหตุใดถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้

 ใช่เกิดรอยร้าวระหว่างรัฐบาลกับกองทัพแล้วหรือไม่ และรอยร้าวนั้นเกิดขึ้นในระดับใด ระดับปฏิบัติ หรือระดับผู้นำกองทัพ

 ซึ่งเมื่อสถานการณ์มาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะเกิดในระดับใด นายกฯ อภิสิทธิ์ ก็เหลือทางเลือกอยู่ไม่กี่ทางแล้ว

 นั่นไม่อาจโทษใครได้เลย เพราะสาเหตุที่การปฏิบัติหน้าที่และการวางแผนหละหลวมขนาดนี้ ก็เพราะการตัดสินใจและการสั่งการของผู้นำนั้นไม่มีความเด็ดขาด แต่กระเดียดไปในทาง “หน่อมแน้ม” เสียด้วยซ้ำไป

 การจัดวางกำลังทหารที่มีสภาพไม่ต่างจาก "ด่านตรวจ" ทำได้เพียงแค่ถ่วงเวลา และไม่นานนัก ก็เข้าถึงด่านสุดท้ายที่อยู่หน้าอาคาร นำมาซึ่งความเสื่อมเสียให้แก่กองทัพ และสร้างความย่ามใจให้คนเสื้อแดงที่ลุยดะแบบไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง

 การประกาศกฎหมายสูงสุดเพื่อติดอาวุธให้แก่ทหารอันไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการ อาจขัดแย้งกับจิตใจที่ยืนยันมาตลอดว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย

 มันขมขื่นใจก็จริง แต่เมื่อตัดสินใจใช้แล้ว เลือกที่จะเดินหน้า เกียร์ถอยไม่มีให้ใช้อีกแล้ว การลังเล หรือได้แต่ "วิงวอน" ให้ม็อบเสื้อแดงคืนพื้นที่ หยุดละเมิดกฎหมาย ใช้ได้กับเหตุการณ์ปกติ แต่กับสถานการณ์กฎหมายบ้านเมืองไม่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ความสูญเสียย่อมเกิดขึ้นกับหน่วยงานที่ปฏิบัติ โดยเฉพาะกองทัพ

 ทำไปทำมาการตัดสินใจไม่ไปเวียดนาม เพื่อบัญชาการสถานการณ์ของนายกฯ อภิสิทธิ์ ในเวลานี้ดูจะไร้ประโยชน์มากกว่าจะช่วยทำให้อะไรดีขึ้น

 ในขณะที่เกมคนเสื้อแดงนั้น ใบสั่งจากดูไบส่งตรงถึง ส.ส.และว่าที่ผู้สมัคร ให้ระดมกำลังคนละ 2,000 กำหนดนัดให้มาถึงเมืองหลวงในเช้าวันเสาร์ ภายใต้คำขาดว่า "ไม่ขนมา ไม่ต้องลง ส.ส."

 เพราะงานนนี้ตัดสินใจแล้วว่า "เกมยาว"

 กำชับด้วยว่าการเคลื่อนพลไปบุกที่นั่น ยึดที่นี่ ก็เอาแค่เบาะๆ อย่าได้มุทะลุก่อเรื่องจนบานปลาย ยึดได้ประกาศชัย แล้วถอยกลับ ..ซื้อใจทั้งคนเสื้อแดง ทั้งทหาร-ตำรวจ ว่าเสื้อแดงอหิงสาจริงๆ

 นั่นจึงทำให้ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกาศชัยและนำกำลังกลับสี่แยกราชประสงค์

 ก็เท่ากับว่า สถานการณ์บีบรัด อภิสิทธิ์ มากขึ้นทุกขณะ เพราะชัดเจนว่า คำวิงวอนอย่างสุภาพเพื่อขอพื้นที่คืนให้แก่คนเมืองหลวงนั้นเป็นแค่สายลมพัดผ่าน

 เมื่อเป็นเช่นนี้เลือกทางที่เหลือของ อภิสิทธิ์ ก็มีแค่ 2 ทาง ถ้าไม่ "สลายการชุมนุม" ก็ต้อง "ยุบสภา"

 เหลือทางเลือกเพียงเท่านี้แล้วจริงๆ !

 หรือถ้ายอมรับแล้วว่า อำนาจรัฐถูกยึดไปแล้วก็น่าจะลาออกไปให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราว

 ศรุติ ศรุตา / ทีมข่าวความมั่นคง