ข่าว

เกือบสายเกินแก้แล้ว

เกือบสายเกินแก้แล้ว

10 เม.ย. 2553

ในที่สุดศึกระหว่างคนเสื้อแดงภายใต้อำนาจเงินของคนหนีคุก และเครือข่ายนักการเมืองกลุ่มเดียวกัน ก็เข้าสู่การเร่งปิดเกม หลังจากเหตุการณ์ฟางเส้นสุดท้าย เมื่อ “กี้ร์” จอมกร่างอมฮอลล์ พาพวกบุกเข้าอาคารรัฐสภาโชว์อำนาจ

 ทำให้รัฐบาลมาร์ค ต้องออกประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อจัดการกับม็อบเสื้อแดงซึ่งชุมนุมอย่างผิดกฎหมายบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และสี่แยกราชประสงค์ สร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งยังประเมินไม่ได้

 เป็นความพร้อมใจของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีกองทัพ ตำรวจ และข้าราชการ วันที่ประกาศภาวะฉุกเฉินนั้นมีแม่ทัพทั้ง 3 เหล่าทัพและรัฐมนตรีกลาโหมนั่งเรียงแถว สนับสนุนมาตรการของรัฐบาลเพื่อนำบ้านเมืองสู่ความสงบโดยเร็ว

 มองดูแล้วเหมือนฉายหนังม้วนเก่า ย้อนให้ดูเหตุการณ์ สงกรานต์เลือดปีกลาย แทบไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยฉลองสงกรานต์ทุกปีด้วยความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากปัญหาต่อเนื่องเพราะคนคนเดียว คือ “ทักษิณ” และเงิน

 การฉายซ้ำครั้งนี้ดารานักแสดงส่วนใหญ่ล้วนหน้าเดิมทั้ง 2 ฝ่าย เป็นการเปิดศึกรอบสอง ซึ่งไม่ควรจะมีด้วยซ้ำ ถ้าไม่เป็นเพราะการตีงูให้หลังหักแท้ๆ ปล่อยเสือเข้าป่า จัดการศึกไม่สะเด็ดน้ำ ทำให้บ้านเมืองมีวิกฤติไม่สิ้น

 เหลือเชื่อจริงๆ เป็นการผิดหลักยุทธศาสตร์การบริหารบ้านเมือง !

 หลังจากทหารสำเร็จในการควบคุมฝูงชนบ้าคลั่งก่อการจลาจล เผาบ้านเผาเมืองแล้ว กลายเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับแกนนำเสื้อแดง ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เพิ่มความร่ำรวยจากการดูดเงิน “ทักษิณ” จากการจัดม็อบ

 แทนที่จะใช้กลไกกฎหมายจัดการ ให้ความรู้ ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน กลับปล่อยให้แกนนำหน้าเดิมปลุกระดม ปั่นหัว เป่าหูชาวบ้าน ให้หลงผิด

 หลายกลุ่มแนะนำ เรียกร้องให้ใช้สื่อของรัฐอย่างเต็มที่ในสงครามข่าว และให้ข้อเท็จจริง แต่ปล่อยให้สภาพเกิดขึ้นเหมือนแก้วในมือลิง

 แล้วเป็นไง ความเหิมเกริมจากความไม่เอาไหนของผู้มีหน้าที่แล้วไม่ทำ ได้เพิ่มความอหังการให้กลุ่มขบวนการล้มทุน ล้มปืน ล้มเจ้า แกนนำม็อบแดงจัดชุมนุมหลายครั้ง ยกระดับด้านการรุกคืบ เพิ่มใบเบิก เข้าขั้นทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ กล่าวโจมตีสถาบันกษัตริย์ หวังล้างระบบ และจัดตั้ง “รัฐไทยใหม่” เท่ากับเป็นกบฏต่อแผ่นดิน

 ฝ่ายรัฐ นอกจากตั้งรับแบบไม่เข้าท่าแล้ว แทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยให้สถานการณ์ลุกลาม แกนนำเสื้อแดงใช้สื่อเต็มที่ แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เรื่อง ทำให้บ้านเมืองย้อนเข้าสู่กลียุครอบใหม่ รุนแรงกว่าเดิม

 พวกเสื้อแดง เครือข่ายทักษิณ ใช้เวลาเตรียมการยาวนาน ทั้งสะสมอาวุธสงครามร้ายแรงสำหรับการก่อการร้ายในเมือง สถานที่ราชการหลายแห่งถูกโจมตี รวมทั้งกองบัญชาการทหารบก หน่วยทหารหลักในเมือง

 ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนลดลงทุกวัน !

 การใช้เครือข่ายก่อการร้าย โดยมีตำรวจ ทหาร ทั้งในและนอกราชการช่วยเหลือด้วยเงินมหาศาลจากพวกทักษิณ ทำให้การปลุกระดมได้ผลเต็มที่

 นอกจากแกนนำได้รับการอัดฉีดเงินทองอย่างจุใจแล้ว พวกมวลชนถูกว่าจ้างมาด้วยอัตราค่าหัวเป็นที่รู้กันทั่ว ว่าอยู่ระหว่าง 500-1,000 บาทต่อวัน

 ที่ได้น้อย คือขบวนการหักค่าหัวคิวโหด แกนนำได้เงินซื้อบ้าน กว้านซื้อที่ดิน แปลงเงินสดเป็นอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นบทบาทการนำกำหนดจำนวนเงินที่ตัวเองได้รับความไว้วางใจให้ควบคุมด้วย บางรายใช้ระบบสายตรง

 ไม่มีใครรู้ว่าใครได้มากกว่ากันเท่าไหร่ แต่เป้าหมายตรงกันคือการเม้มไว้ให้หนัก เผื่อไว้สำหรับยามยาก หากต้องไปลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ

 ศึกครั้งนี้แน่นอน ฝ่ายรัฐเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะใช้อำนาจรัฐตามกฎหมาย แกนนำมวลชนกระทำความผิด มีหลักฐานชัดเจน โทษตั้งแต่ ปรับติดคุก จนถึงขั้นประหารชีวิต แกนนำรู้ดีว่าผลของการกระทำเป็นอย่างไร

 ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นกบฏ ! แต่ในครั้งนี้ สถานภาพเป็นกบฏตั้งแต่เริ่ม

 รัฐบาลยังขาดด้านยุทธศาสตร์ในการจัดการมวลชน นอกจากตัดสัญญาณของทีวีช่องแดงไม่สำเร็จเต็มร้อยแล้ว ยังไม่ใช้ทีวีของรัฐอย่างเต็มที่ในการสู้ศึก นอกจากใช้ทีวีพูลเพื่อออกประกาศสำคัญต่างๆ เท่านั้น

 นี่เป็นความล้มเหลวอย่างแท้จริง แม้จะพยายามเร่งมือก่อนประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่ก็สายเกินไปในการดึงมวลชนให้เข้าใจข้อเท็จจริง

 เอาเถอะ! เรื่องความอ่อนด้อยว่ากันทีหลัง แต่ช่วงนี้ต้องจัดการให้สำเร็จ ใครเป็นทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศสุก ระดับใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่ทำงานก็ควรใช้อำนาจผู้นำรัฐบาลสั่งปลด เอาคนที่พร้อมทำงานเข้ามาแทน

 บอกไปเลยว่า “ผมพร้อมรับผิดชอบ” จะมีเลือดตก ยางออก ก็ต้องยอมรับ เพราะปัญหาเรื้อรังมานาน ถ้าแพ้ศึกนี้ ก็อยู่ไม่ได้จริงๆ นิ! อิอิอิ!!!