ข่าว

หยุดทำนาบนหลังคน !

หยุดทำนาบนหลังคน !

09 เม.ย. 2553

สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ภายใต้การนำของสามเกลอ นปช. เดินมาถึงจุดที่ต้องบอกว่า "เพลี่ยงพล้ำ" อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะโดยเจตนา หรือบรรยากาศพาไปก็ตามที

 เพราะทันทีที่ "อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง" แกนนำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ถวิลหาความรุนแรง ได้ยกพวกบุกพังประตูรัฐสภาเข้าไปยังอาคารด้านในเมื่อช่วงสายวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา ความชอบธรรมจากการชุมนุมโดยสันติที่มักอ้างกันจนติดปากก็แทบหมดลงในวินาทีนั้นเอง

 เท่ากับเปิดทางให้รัฐบาลใช้วิกฤตินี้ออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในเย็นวันเดียวกันนั้นทันที

 แน่นอนว่า หากจะวิเคราะห์ถึงความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างรัฐบาลและเสื้อแดง ก็ต้องบอกว่างานนี้ "แลกกันคนละหมัด"

 เพราะเจตนาของแกนนำเสื้อแดงก็ต้องการยั่วยุให้รัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอยู่แล้ว เพื่อปิดเกมชุมนุมยืดเยื้อนี้ให้ได้ เพราะประเมินว่าทันทีที่รัฐบาลเริ่มลงมือก็เท่ากับเห็นลางแห่งความพ่ายแพ้

 ฉะนั้นปฏิบัติการต่างๆ ของแกนนำเสื้อแดงนับตั้งแต่เริ่มเรียกระดมพลตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ด้วยการเคลื่อนพลปิด กทม.ก็เพื่อหวังผลกดดันรัฐบาล ขณะที่ข้อเสนอให้ยุบสภาในทันที หรือ 15 วันนั้น เป็นข้อเสนอที่รู้กันอยู่แล้วว่าไม่มีทางที่เป็นไปได้

 และว่ากันตามจริงข้อเสนอที่ว่านั่น ก็ "ไม่ใช่" เป้าหมายสุดท้ายของแกนนำเสื้อแดงอยู่แล้ว

 อีกทั้งการเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลสองนัดซ้อน ก็เพียงเพื่อต้องการป่าวประกาศเป้าหมายของตัวเองให้สาธารณชนได้รับรู้เท่านั้นเอง

 แม้กระทั่งการยกพลปิดแยกราชประสงค์ อันเป็นพื้นที่ไข่แดงของ กทม. แกนนำเสื้อแดงก็ยอมเสี่ยงกับการถูกกระแสต่อต้านจากคนกรุง แต่ขณะเดียวกันก็ประเมินว่ากระแสตีกลับจะไหลไปที่รัฐบาล เพราะจะเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง

 นั่นคือ...เสียต่อฐานเสียงใน กทม. เพราะคน กทม.จะเบื่อหน่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพรรค ปชป. ที่ไม่สามารถจัดการคนเสื้อแดงได้

 กับเสียที่สอง...หากว่ารัฐบาลชิงลงมือ ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม รัฐบาลจะถูกประณาม บ้านเมืองเกิดการนองเลือด และสุดท้ายจะต้องล้มไปในที่สุด ซึ่งก็เข้าทางแกนนำเสื้อแดงทั้งสองทาง

 ฉะนั้นแล้ว ถ้ามองในมุมของเสื้อแดง แน่นอนว่าย่อมมองว่าแผนที่เดินมานี้กำลังเดินมาถูกทางแล้ว และรอวันประกาศชัยชนะ

 แต่ ... เหรียญย่อมมีสองด้านฉันใดก็ฉันนั้น

 เพราะในขณะที่เสื้อแดงคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ความเดือดร้อนที่คน กทม.ได้รับก็ทำให้แกนนำเสื้อแดงไม่ได้รับแนวร่วมจากคน กทม.อย่างที่พยายามอุปโลกน์กันขึ้นมา

 ขณะเดียวกันยุทธการป่วนเมือง กระทั่งความพยายามใช้ความรุนแรงของแกนนำบางคน ได้ทำให้ความชอบธรรมในการชุมนุมลดน้อยลงเรื่อยๆ และแทบจะหมดลงเมื่อมีการบุกเข้าไปในสถานที่ราชการสำคัญอย่างอาคารรัฐสภา

 แน่นอนว่าในระยะแรกรัฐบาลอาจถูกกระแสความไม่พอใจของคน กทม. ซึ่งมีอยู่หลายภาคส่วน กับการไม่มีมาตรการตอบโต้การกระทำของคนเสื้อแดง และปล่อยให้วิถีชีวิตของคน กทม.ต้องถูกลิดรอนนานร่วมเดือน

 แต่นั่นก็ยิ่งทำให้รัฐบาลสะสมความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ หากว่าจะตัดสินใจใช้มาตรการเด็ดขาดในเวลาที่เหมาะสม และเวลานั้นก็มาถึงแล้ว

 ฉะนั้นสถานการณ์ ณ วันนี้ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายที่ดูเหมือนจะหมดความชอบธรรมในสายตาคนทั่วไป จะกลายเป็นฝ่ายแกนนำเสื้อแดง

 เพราะทุกภาคส่วนดูเหมือนจะตอบรับมาตรการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีผลทำให้สถานีพีเพิล แชนแนล ซึ่งเป็นช่องทางสื่อสารของคนเสื้อแดงถูกปิดไปโดยปริยาย ด้วยเหตุว่ามีการปลุกปั่น ยุยง และบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจนในหลายประเด็น

 แน่นอนว่าปฏิบัติการของภาครัฐที่จะต้องเดินหน้าคืนพื้นที่ให้แก่ กทม.จะต้องดำเนินต่อไปนับจากนี้ ด้วยกระบวนการที่เป็นไปตามหลักสากล และควรจะต้องรีบดำเนินการอย่างทันท่วงที ก่อนที่ความอดทนของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อรัฐบาลจะเริ่มหมดลงเช่นเดียวกัน

 แต่กระนั้น หากย้อนกลับไปที่ความเคลื่อนไหวของฝ่ายเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น ทักษิณ ชินวัตร แกนนำสามเกลอ หรือกระทั่งกลุ่มคนเดือนตุลา ที่เข้ามาอาศัยมวลชนเสื้อแดงเป็นฐานในการผลักดันอุดมการณ์ของตัวเอง ก็จะเห็นได้ว่าทั้งสามส่วนดูเหมือนจะบรรลุเป้าหมายของฝ่ายตัวเองกันถ้วนหน้าแล้ว

 ว่ากันเฉพาะ "สามเกลอ" นั้น หลายฝ่ายลงความเห็นว่านี่คือการ "รับจ๊อบ" ไม่ต่างจากมือปืนรับจ้าง เพราะเป็นกลุ่มที่รับท่อน้ำเลี้ยงตรงจากนายใหญ่มาเกือบ 4 ปีเต็ม

 ขณะที่ "ทักษิณ" นั้น แทบไม่ต้องพูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไพร่หรืออำมาตย์ เพราะทั้งหมดที่ทำอยู่เวลานี้ก็เพื่ออิสรภาพของตัวเอง ในการปลอดจากทุกคดีความ และได้เงินคืนเท่านั้น

 ส่วนคนเดือนตุลา ก็เกาะกระแสมวลชนของสามเกลอ ไม่ว่าจะเป็น จาตุรนต์ ฉายแสง, เหวง โตจิราการ, จรัล ดิษฐาอภิชัย ฯลฯ ต่างยัดเยียดอุดมการณ์ล้มระบอบอำมาตย์ ที่ตัวเองฝังใจจากเหตุการณ์เดือนตุลาเมื่อ 30 กว่าปีก่อนมาใส่หัวมวลชน ผ่านขบวนการเสื้อแดง

 ฉะนั้นแล้ว "มวลชนเสื้อแดง" จึงเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่เอาประชาชนเป็นเกราะกำบัง เป็นเครื่องป้องกัน กล่าวอ้างประชาชนเพื่อให้ตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ทางที่ดีแกนนำทั้งหลายควรหยุด "ทำนาบนหลังคน" ได้แล้ว !!!

 ฐานันดร 4