ข่าว

คลี่คลายม็อบแล้วอย่าลืมสัญญาประชาคม

คลี่คลายม็อบแล้วอย่าลืมสัญญาประชาคม

09 เม.ย. 2553

ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังคงเดินหน้ากับภารกิจในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ และสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเฉพาะการสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดเข้ามาสมทบในพื้นที่ กทม. เพื่อร่ว

 “ดีเดย์” ที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงต้องการโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือ วันที่ 9 เมษายน การที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเลือกเอาวันนี้ก็เพราะต้องการถือเคล็ด จึงถือฤกษ์เลข 9 ที่เป็นเลขนำชัย ในการเคลื่อนทัพครั้งใหญ่ จึงทำให้ ศอฉ.ต้องวางแผนเพื่อต่อกรกับกลุ่มคนเสื้อแดง

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องยกเลิกการเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้อาเซียน ระหว่างวันที่ 8-9 เมษายนนี้ ที่ประเทศเวียดนามเป็นเจ้าภาพ และให้ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่ในการเข้าประชุมกับผู้นำอาเซียน 10 ประเทศแทน

 ส่วนการประชุมความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 10-15 เมษายน นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ เป็นหัวหน้าคณะในการเข้าร่วมประชุมแทน เนื่องจากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

 เท่ากับว่านายกรัฐมนตรียกเลิกภารกิจต่างประเทศในช่วงนี้ทั้งหมด เพื่อลงมาทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าบัญชาการทัพใหญ่” เพื่อแก้เกมคนเสื้อแดง

 ลำพังแกนนำคนเสื้อแดง “วีระ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ" คงไม่ส่งผลกระทบอะไรมาก แต่ดันมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีทั้ง “บารมี-อำนาจเงิน” เป็นตัวขับเคลื่อนใหญ่ให้เกิดปัญหา

 ถ้ากำหนดของคนเสื้อแดงคือวันที่ 9 เมษายน กำหนดของรัฐบาล-ศอฉ.ก็น่าจะอยู่ที่ก่อนเที่ยงวันเดียวกัน

 แม้ว่าแผนของ ศอฉ.จะวางกรอบให้คนออกได้แต่ห้ามเข้าในพื้นที่ ถ.ราชประสงค์ และผ่านฟ้าลีลาศ ส่วนที่ขนคนมาจากต่างจังหวัด ให้ตั้งจุดตรวจแล้วสกัดเอาไว้ไม่ให้เข้ามาชุมนุมในเขตพื้นที่กทม.

 จะปล่อยให้คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวโดยอิสระอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อกำหนดวันแล้ว การปล่อยให้คนมารวมกันมากๆ ก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุรุนแรงได้ทุกเมื่อ

 สิ่งหนึ่งที่นายอภิสิทธิ์ และ ศอฉ. ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็น ผอ.ศอฉ.ยังไม่ตัดสินใจที่จะให้ “สลาย” การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากสถานการณ์ และจังหวะไม่เอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติ เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเสียเลือดเสียเนื้อเหมือนที่เคยเป็น

 โดยไล่เรียงตั้งแต่ค่ำคืนของวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาล และ ศอฉ. มีจังหวะ และสถานการณ์เป็นใจอย่างยิ่ง เนื่องจากกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมกันอยู่บริเวณสี่แยกราชประสงค์มีกลุ่มผู้ชุมนุมเพียง 3,000-4,000 คนเท่านั้น ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,500 คน

 จังหวะและสถานการณ์ที่เอื้ออำนวย แต่ ศอฉ.ไม่ทำ แต่กลับเลือกใช้แนวทางทางด้านกฎหมายเป็นหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 ส่วนหนึ่ง ศอฉ. ไม่ต้องการให้บรรยากาศบ้านเมืองเลวร้ายไปมากกว่านี้ จึงต้องการให้ประชาชนที่มาชุมนุมเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ ได้ฉลองเทศกาลวันสงรานต์กับครอบครัว

 ไม่ใช่มารำลึกครบรอบ 1 ปีเมษายนเลือดที่จะครบขวบปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

 ถึงแม้สถานการณ์ในขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ. ดูจะได้เปรียบ เพราะถืออำนาจรัฐและมีกำลังทหารอยู่ในมือ แต่อย่าลืมว่า การปฏิเสธข้อเรียกร้องของประชาชน ถึงแม้จะเป็นข้อเรียกร้องแบบสุดโต่งอย่างสิ้นเชิงนั้น สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือ การกลับมาของกลุ่มมวลชนอีกครั้ง

 อย่างน้อยๆ คำมั่นสัญญาที่รัฐบาลเสนอต่อแกนนำเสื้อแดงที่จะยุบสภาภายใน 9 เดือน เพราะต้องทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ และผ่านกฎหมายงบประมาณ ก็ควรจะทำให้เป็นรูปธรรม

 กองทัพเองเมื่อสำนึกว่า เป็นกองทัพของประชาชน ก็ต้องสนับสนุนเงื่อนไขนี้ เพื่อเป็นมาตรฐานของทุกรัฐบาลเมื่อลงได้ประกาศสัญญาประชาคมออกมาแล้ว ก็ต้องเดินไปตามกำหนดนั้น

ทีมข่าวความมั่นคง