ข่าว

เสื้อแดงเล็งบุกบ้าน"มาร์ค-สุเทพ-ประยุทธ์"

เสื้อแดงเล็งบุกบ้าน"มาร์ค-สุเทพ-ประยุทธ์"

08 เม.ย. 2553

“เสื้อแดง” ลองของ “พรก.ฉุกเฉิน” ขู่ 9 เม.ย.มีมาตรการสยบรัฐบาล สั่ง “ทัพรถ” เตรียมทำงาน เปรยให้เสียว “บ้านมาร์ค-สุเทพ-ประยุทธ์” “จตุพร”อ้างรัฐซ้อมการสลายม็อบทหารเคลื่อนพร้อมกันตีห้าพรุ่งนี้ กต.เชื่อยูเออีขอร้อง“ทักษิณ”ไม่วิดิโอลิงค์เวทีชุมนุม

 เมื่อเวลา 18.00น.วันที่ 8 เม.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) –แดงทั้งแผ่นดิน แถลงมติแกนนำคนเสื้อแดง ที่เวทีปราศรัยบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ว่า จนถึงเวลานี้รัฐบาลก็ยังคงใช้อำนาจเผด็จและอำนาจมืดการตัดสัญญาณพีเพิลชาแนลทั้งระบบ ซีแบนด์และซียูแบนด์ ทุกกรณี ซึ่งส่งผลกระทบไปยังเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงขอประณามการกระทำนี้ว่าเป็นการใช้อำนาจของผู้นำที่บ้านเมืองเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ซึ่งวันนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีก็แสดงให้เห็นว่าพร้อมแล้วที่จะเป็นทรราชย์คนต่อไป

 ทางสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลจะต่อสู้ทุกทาง โดยเฉพาะด้านกฎหมายเพื่อคืนสิทธิการบริโภคข้อมูลและเสรีภาพการสื่อสารของพีเพิ่ลชาแนล เพราะ การตัดสัญญาณผ่านดาวเทียมมีความผิดถึงขั้นก่อการร้ายสากล ซึ่งการดำเนินการแบบนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความ 2 มาตรฐานของรัฐบาลที่ปิดพีเพิ่ลชาแนล แต่เอเอสทีวีกลับออกอากาศได้ แต่ประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเมื่อมีการปิดสื่อที่จะได้รับรู้ จึงต้องออกมาที่ท้องถนน เพื่อมาหาความรู้และสิทธิที่พึงมี โดยเป็นการส่งสัญญาณไปให้รัฐบาลรับรู้ว่าหากมีการปิดช่องทางการสื่อสารก็จะออกมาเนื่องแน่นบนท้องถนนทุกวัน

 “วันที่ 9 เวลา 9 นาฬิกา คนเสื้อแดงจะมีมาตรการสยบรัฐบาล โดยจะเป็นการพิสูจน์ให้นายอภิสิทธิ์ ประจักษ์ชัดเลยว่า แดงทั้งแผ่นดิน แดงทั้งกรุงเทพฯ แดงจะเดินทางไปทุกที่ ปลดแอกจากอำมาตย์ ไล่อภิสิทธิ์ ให้ยุบสภาทันที โดยจะเป็นการเคลื่อนพลครั้งยิ่งใหญ่มโหฬาร เราไม่ประกาศว่าเป็นวันสุดท้ายแต่นายอภิสิทธิ์ จะต้องเผชิญกับการขับไล่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ซึ่งจะเริ่มเคลื่อนขบวนพร้อมกันทั้งที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศและแยกราชประสงค์ อาจจะไปบ้านนายอภิสิทธิ์ ซึ่งอยู่ซอยสุขุมวิท 31 หรือบ้านพักของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี หรือบ้านของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.ก็ได้ แต่สุดท้ายคนเสื้อแดงจะเคลื่อนพลไปที่ไหนอย่างไร โดยจะปล่อยทิ้งไว้ให้คนเหล่านี้เครียดเล่นๆ เพราะในวันพรุ่งนี้เราจะประกาศรูปแบบการเคลื่อนไหว เป้าหมาย และยุทธศาสตร์บนเวทีแล้วลงมือทันที โดยให้ผู้ชุมนุมที่มีรถส่วนตัวนำรถมาด้วย เพราะการเคลื่อนพรุ่งนี้นั้นทัพรถจะต้องทำงาน”นายณัฐวุฒิ กล่าว

 นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันนี้มีรายงานจากทหารแตงโมว่าที่ประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) นั้นแยกเป็น 2 แบบหลังส่งเฮลิคอปเตอร์มาบินวนมาดูผู้ชุมนุมอยู่ทั้งวัน โดย 1.สรุปว่าจะไม่มีการสลาย เพราะผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก 2.คือจะเข้าสลายในช่วงดึกที่ผู้ชุมนุมน้อย เพราะหากปล่อยเอาไว้ ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะพบกับอะไร แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราจะปักหลักอยู่จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ และจะทำให้นายอภิสิทธิ์ นั่งบนเก้าอี้นายกฯชนิดลืมไม่ลง

 นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนมีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเผด็จการ เกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารของประชาชนช โดยมีคำสั่งจากนายสุเทพ ในฐานะ ผอ.ศอ.รส. ลงวันที่ 7 เมษายน 2553 สั่งการให้ รมว.ไอซีที ปิด 36 เว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ตามมาตรา 9 ข้อ 2 เกี่ยวกับการห้ามเว็บไซด์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและบิดเบือนส่งผลกระทบต่อการบริหารบ้านเมืองของรัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของรัฐบาลว่าจะลิดรอนสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนคนเสื้อแดง แต่อีกด้านกลับให้เอ็นบีที ใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง ซึ่งตนยืนยันว่าคนเสื้อแดงมีความชอบธรรมในการชุมนุมและกำลังมีการดำเนินการทั้งทางเทคนิคและทางกฎหมาย เพื่อเปิดช่องทางการสื่อสารของคนเสื้อแดงอีกครั้ง

 นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนอยากถามว่า พรก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลประกาศออกมานั้นมีไว้เพื่อปิดกั้นและจำกัดคนเสื้อแดง หรือออกมาเพื่อจำกัดสิทธิของนายอภิสิทธิ์ เพราะปรากฎการณ์หลังมี พรก.ฉุกเฉิน ไม่มีประชาชนคนเสื้อแดงคนไหนที่หวั่นกลัวต่อ พรก.ดังกล่าว แต่ในทางกลับกันได้สะท้อนกลับไปที่ตัวนายอภิสิทธิ์ ที่ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ แม้แต่การเดินทางไปประชุมผู้นำอาเซียนที่เวียดนาม และเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ จะต้องยกเลิกกำหนดการอื่นๆทั้งหมด ดังนั้นจึงขอฝากการบ้านไปยังนายอภิสิทธิ์ 2 ข้อคือ 1.ขอให้นายอภิสิทธิ์ ไปคิดว่าในวันที่ 9 เมษายนคนเสื้อแดงจะไปที่ไหน และไปทำอะไร และ 2.พรก.ฉุกเฉิน เป็นความฉุกเฉินของใครระหว่างคนเสื้อแดงและนายอภิสิทธิ์

“จตุพร”อ้างรัฐซ้อมการสลายม็อบทหารเคลื่อนพร้อมกันตีห้าพรุ่งนี้

 นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ในวันนี้ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ได้มีการซ้อมสลายการชุมนุม ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการเตรียมกำลังไว้ที่ กระทรวงกลาโหม กรมรักษาดินแดน พล.ม.2. และวัดเสมียนนารี  จะมีการเคลื่อนกำลังพร้อมกันในเวลา 05.00 น. ของวันพรุ่งนี้โดยเคลื่อนพร้อมกันทุกทาง ที่ประตูน้ำ ศรีอยุธยา ราชดำริ ยามพารากอน มาบุญครอง แยกปทุมวัน ถ.พระรามสี่ และในการสลายการชุมนุมในครั้งนี้จะใช้กำลังทหารเกณฑ์เป็นหลัก

 นายจตุพร กล่าวต่อว่า การปิดสถานีดาวเทียมไทยคมของรัฐบาลในวันนี้ ที่ใช้กำลังทหารนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เสียเอง ซึ่งการไปปิดต้องขออหมายจากอธิบดีศาลอาญา และการตัดสัญญาณยังเป็นการผิดกฎหมายสากลระหว่างประเทศอีกด้วย

กต.เชื่อยูเออีขอร้อง“ทักษิณ”ไม่วิดิโอลิงค์เวทีชุมนุม

 นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศ กล่าวถึงรายงานการยืนยันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ได้กำชับห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ใช้ดูไบเป็นฐานในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ตามที่ยูเออีเคยตกลงกับฝ่ายไทยไว้ ว่า ทางยูเออีได้ให้ความร่วมมือและแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถเดินทางเข้าออกยูเออีได้ แต่ขอร้องอย่าให้มีการขับเคลื่อนทางการเมืองโดยเด็ดขาด ซึ่งสิ่งนี้เป็นท่าทีที่หนักแน่นเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่ายูเออีให้ความสำคัญเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

 อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสิ่งที่ยูเออีทำไม่ใช่เป็นการห้าม แต่น่าจะเป็นการขอร้องพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณก็เกรงใจ และท่านเองก็คงไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งหรือสร้างปัญหาระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ จึงไม่ได้วีดีโอลิงค์มาเลย โดยตั้งแต่เดินทางเข้าดูไบเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ก็วีดีโอลิงค์ มาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และทางกระทรวงการต่างประเทศเอง ก็ไม่ได้ดำเนินการหรือชี้แจงกับทางยูเออีเพิ่มเติมอีก เพราะเราก็ให้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว
ชี้กัมพูชาสัญญาณดีหลังชั่งน้ำหนักแล้ว

 ส่วนกรณีที่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาระบุว่าจะไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศและใช้เป็นฐานขับเคลื่อนทางการเมือง นายพนิช กล่าวว่า ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เป็นพัฒนาการที่ดี และลดปัญหาความไม่เข้าใจกันลงไปได้ หลังจากที่กัมพูชากลับไปคงได้ชั่งน้ำหนักดูแล้วว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล หรือระหว่างบุคคล อันไหนสำคัญกว่ากัน อย่างไรก็ดีนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ไปหารือถึงแนวทางการปรับระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ก็จะเรียกประชุมหารือกันต่อไป