ข่าว

"อภิสิทธิ์"ยันไม่สลายม็อบแดงเติมแผลขัดแย้ง

"อภิสิทธิ์"ยันไม่สลายม็อบแดงเติมแผลขัดแย้ง

08 เม.ย. 2553

"นายกฯ"เชื่อปิดสื่อปั่นหัวปชช.จะนำความปกติสุขกลับคืนสู่สังคมไทย เตือนผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมเพิ่มระวังผิดกม. วอนใครมีพ่อ-แม่-พี่น้อง อยู่ในม็อบขอให้ออกมา ลั่น 7 แกนนำที่ถูกหมายจับเจอตัวที่ไหนสามารถรวบได้ทันทีโฆษก ศอฉ.ยอมรับ “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ห่วงความปลอดภั

 (8เม.ย.) เมื่อเวลา 21.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวหลังการประชุมศอฉ.ว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ตนแถลงข่าวในการตัดสินใจของรัฐบาลในการประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงและอธิบายวัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันปัจจุบันเพื่อคืนความเป็นปกติสุขให้ประชาชน ตนบอกว่าจะรายงานให้ประชาชนรับทราบเป็นระยะในความก้าวหน้าของการทำงาน ขอทวนว่า วันที่ 7 เม.ย.ตนพูดชัดเจนว่าการประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศตามพ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เพื่อที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆ 4 เรื่อง คือ 1. เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ทำให้ชาวกทม.ใช้พื้นที่ต่างๆได้ตามปกติ 2.การหยุดยั้งการเสนอข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนในลักษณะที่ทำให้เกิดความเกลียดชังและแตกแยกในสังคม 3.การดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะแกนนำผู้ชุมนุม 4.การเพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังและป้องกันกันเหตุวินาศกรรมและเหตุร้ายที่เกิดขึ้น

 นายกฯ แถลงว่า 4 ส่วนนี้มีความสำคัญทั้งสิ้น ตลอด 24 ชม.ที่ผ่านมา ตนสังเกตเห็นว่าประชาชนและผู้ชุมนุมจะมุ่งเน้นการประกาศพ.ร.ก.ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสลายการชุมนุมขอเรียนว่า แน่นอนที่สุดตนก็เหมือนกับประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเห็นสถานการณ์การชุมนุมยุติลงพร้อมๆกันไปและเมื่อสถานการณ์ยุติลงนั้นข้อขุ่นข้องหมองใจจากผู้ที่มาชุมนุมด้วยความสุจริตใจนั้น จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำเสนอทางออกไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง การบริหารต่อไป สิ่งที่ตนเน้นย้ำคือภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นและปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มีลักษณะสะสมเพิ่มพูนโดยลำดับ การคาดหวังว่าเราจะนำความปกติสุขกลับมาด้วยระยะเวลารวดเร็วและการกระทำใดการกระทำหนึ่งนั้น ตนย้ำว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ สำคัญกว่านั้นคือเราจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรที่ต้องไม่เพิ่มเติมบาดแผลความขัดแย้งในสังคมด้วย

 นายกฯ กล่าวแถลงต่อว่า หลักคิดนี้ 24 ชม.แรกนั้น สิ่งที่ตนทำไปนั้นคือดำเนินการระงับการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง ตนขอเรียนว่าหลังจากที่ตนประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงนั้นตนได้ดูพีเพิลชาแนลพบว่าแกนนำที่ปราศรัยกับประชาชนในพื้นที่ชุมนุมนั้นพูดจาชัดเจนว่ารัฐบาลมีเจตนาที่จะทำสงครามกับประชาชน ใช้คำว่าเตรียมการล้อมปราบเข่นฆ่าประชาชนด้วยอาวุธที่ร้ายแรง ตรงข้ามกับความเป็นจริงของวัตถุประสงค์ของรัฐบาลโดยสิ้นเชิงที่ต้องการนำความสงบสุขกลับคืนมา สร้างบาดแผลเพิ่มเติมมาน้อยที่สุดหรือไม่สร้างเลย แต่ประชาชนคงนึกออกว่า เมื่อผู้ชุมนุมได้ยินข้อความลักษณะนี้ ประชาชนที่ดูโทรทัศน์ที่มีการเผยแพร่ข้อความลักษณะนี้ตลอดเวลาย่อมจะมีแต่ความเกลียดชังรัฐบาล และต้องการมาร่วมต่อสู้ชุมนุมเพราะมองว่ารัฐบาลกลายนเป็นศัตรูกับประชาชน ขณะเดียวกันประชาชนที่ไม่สนับสนุนผู้ชุมนุมและติดตามโทรทัศน์ที่ได้เผยแพร่ข้อมูลลักษณะนี้รวมทั้งได้ฟังข้อความข่มขู่หรือมาตรการดำเนินการยกระดับการชุมนุม และเคลื่อนไหวข่มขู่ยิ่งมีความเกลียดชังผู้ชุมนุมมากขึ้น เป็นแรงกดดันต่อเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาลว่าอยากให้เข้าไปปราบปรามสลายการชุมนุมเด็ดขาด ตนไม่อยากให้สังคมไทยติดกับดักนี้

 นายกฯ แถลงต่อไปว่า ฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือการระงับยับยั้งการเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสารลักษณะนี้ และดำเนินการไปแล้วโดยไม่ขอเล่าเรื่องทางเทคนิค แต่การดำเนินการสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันมีช่องทางการส่งสัญญาณข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมาย แต่ในภาพรวมนับตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 8 เม.ย.เป็นต้นมา ถือว่าได้ระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารได้พอสมควร สิ่งที่ตนคาดหวังคืออย่างน้อยที่สุดบรรยากาศการชิงชัง เกลียดชัง ยุยงที่จะเผยแพร่ไปในวงกว้างนั้นน่าจะลดลงโดยลำดับ ขณะเดียวกันผ่านการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนอื่นๆและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมนุมหรือพื้นที่อื่นๆก็ตาม คิดว่าน่าจะยืนยันกับประชาชนที่ชุมนุมในตอนนี้และจะมาร่วมชุมนุมว่ารัฐบาลไม่ได้มีการประกาศสงครามกับประชาชนและไม่มีแนวคิดเข่นฆ่าทำร้ายล้อมปราบประชาชนแต่อย่างใด สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือความสงบสุข จริงอยู่ว่าวันนี้การชุมนุมยังมีอยู่ แต่อย่างน้อยที่สุดการชุมนุมไม่ได้เคลื่อนไหวก่อความเดือดร้อนหรือสร้างความหวาดกลัวให้ประชาชนตนคิดว่าทำให้ประชาชนอีกจำนวนมากลดความเครียดและทุกข์ แม้อาจมีอยู่ แต่ก็ลดลงมากกว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้  

 เป็นบทพิสูจน์ว่า หากเราสามารถช่วยกันทำให้การชุมนุมลดลงได้ด้วยการลดการสื่อสารข้อความลักษณะที่สร้างความเกลียดชัง ทุกคนจะมีความสุขมากขึ้น ตรงนี้คือประเด็นแรกที่ดำเนินการไปแล้วและพยายามที่จะปกป้องเพราะปัจจุบันยังมีคนจำนวนหนึ่งที่ยุยงและขัดขืนหรือพยายามขัดขืนกับการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้

 นายกฯ แถลงว่า ส่วนเรื่องของแกนนำผู้ชุมนุมที่นิยมความรุนแรง การประกาศพ.ร.ก.นั้นทำให้เรา สามารถขอหมายศาลเกี่ยวกับการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ศาลได้ออกหมายจับบรรดาแกนนำผู้ชุมนุมที่ได้นำกำลังไปบุกรัฐสภา เป็นหมายจับที่ช่วยให้เราสามารถดำเนินการกับบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่ม เติมความเกลียดชังและความรุนแรงในสังคมได้ ก่อนหน้านี้ตนเคยเรียนแล้วว่าช่วงที่มีไม่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินนั้น เราจะสามารถจับกุมได้ก็ต่อเมื่อบุคคลเหล่านั้นกำลังปราศรัยอยู่บนเวทีการ ชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะอยู่ในวงล้มอของบุคคลอาจจะเป็นจำนวนเป็นพันหรือเป็นหมื่นหรือมากกว่านั้น แต่ขณะนี้บุคคลทั้ง 7 ที่ถูกออกหมายจับหากไปที่ไหนจะมีความเสี่ยงจากการถูกจับกุมได้ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่สามารถจับกุมนอกพื้นที่การชุมนุมได้

 นายกฯ แถลงว่า สำหรับการเฝ้าระวังป้องกันเหตุร้ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นนั้นเมื่อคืนวันที่ 7 เม.ย.ยังมีเหตุร้ายที่เกิดขึ้นอยู่ 2 กรณีเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องพยายามอย่างมากยิ่งขึ้นและอาศัยความร่วม มือจากบรรดาพี่น้องประชาชนพลเมืองดีมากขึ้นในการแจ้งข้อมูลข่าวสารเพื่อ ป้องกันและเฝ้าระวังต่อไป และประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุดคือการพูดถึงการสลายการชุมนุมขอเรียนว่ารัฐบาลไม่มีวัตุประสงค์สลายการชุมนุม แต่เป็นการคืนพื้นที่ให้ประชาชนโดยโน้มน้าวผู้ชุมนุมออกจากการชุมนุม ปัญหาข้อขุ่นข้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลจมีการดำเนินการแก้ไขปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายในสังคม แต่สิ่งที่ต้องการคือเรานำความสงบสุขกลับคืนมาและคนไทยทั้งประเทศได้ฉลองสงกรานต์อย่างเป็นปกติสุข

 นายกฯ แถลงว่า เพราะฉะนั้นมาตรการที่เราจะดำเนินการต่อไปนั้นตนเชื่อว่าเมื่อมีการหยุดยั้งการแผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่ยั่วยุอยู่ในวงกว้างเมื่อสามารถที่จะดำเนินการจับแกนนำที่นิยมความรุนแรงได้ เราก็น่าจะสามารถโน้มน้าวประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมด้วยความสุจริตใจให้คืนพื้นที่การชุมนุมให้ประชาชนทั่วไปได้ ขอเรียนว่ามาตรการจากนี้ไปเราต้องจำเป็นจะต้องเข้มงวดกวดขันมากยิ่งขึ้นกับบรรดาผู้ที่จะเข้าไปสมทบกับการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย หมายถึงว่าเจ้าหน้าที่จะมีความแข้มแข็งเป็นพิเศษอาศัยอำนาจตามพ.ร.ก.ในการตั้งด่านตรวจตรา และใช้อำนาจตามกฎหมาย ประชาชนที่คิดจะมาชุมนุมขอให้ได้โปรดทราบว่ากำลังจะเข้ามามีส่วนร่วมในการทำผิดกฎหมาย มีโทษตามกฎหมายและสามารถถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ได้

 นายกฯ แถลงว่า ขณะเดียวกันคนที่มีเพื่อน-ญาติที่จะเข้ามาร่วมชุมนุม ขอให้ช่วยเตือนคนเหล่านี้ว่าอย่าได้มาชุมนุมเลย ส่วนผู้ที่อยู่ในที่ชุมนุมนั้นถ้าใครสื่อสารได้ว่ารัฐบาลประสงค์ที่จะให้คนเหล่านี้กลับภูมิลำเนา รัฐบาลรับทราบประเด็นที่เป็นข้อเรียกร้องแล้วอย่างชัดเจนแล้วและจะหาทางออกต่อไป แต่อยากให้เขากลับไปใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุข และทำให้ประชาชนที่ไม่ได้ชุมนุมสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติสุขได้ อยากขอความร่วมมือในการลดความตึงเครียดในสังคมที่เกิดขึ้นจากการชุมนุม อยากขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนว่าอย่าได้ปกป้องคนที่ทำผิดกฎหมาย ขอให้ร่วมมือกับเราในการจับกุมคนที่ทำผิดกฎหมายแล้วจะทำให้ข้อเรียกร้องที่เป็นเรื่องของอดุมคติที่เป็นความทุกข์ร้อนที่แท้จริงได้รับการแก้ไขโดยไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของคนที่ทำผิดกฎมายด้วยวัตถุประสงค์อื่น นี่คือการทำงานตลอด 24 ชม.ของรัฐบาล

 “ผมติดตามสถานการณ์และการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา วันนี้ต้องยกเลิกการเดินทาไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และโทรศัพท์ไปหานายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งเป็นประธานอาเซียน ท่านได้เข้าใจและส่งความปรารถนาดีกับประชาชนคนไทย อยากเห็นประเทศไทยกลับคืนภาวะปกติได้ วันนี้การคลี่คลายสถานการณ์ที่ดีที่สุด คือ การสร้างความรู้สึกร่วมกันว่าคนไทยด้วยกันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาต้องประหัตประหารกัน คนไทยด้วยกันสามารถที่จะรับฟังซึ่งกัน และกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ผมให้คำมั่นว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่เราจะผลักดันให้ถึงที่สุดและจะทำให้ได้ว่าถ้าเราสามารถหยุดยั้งกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการปลุกระดมยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังให้ใช้ความรุนแรง ถ้าเราสามารถระงับสื่อในลักษณะนี้ได้ สามารถจับกุมคนที่ทำผิดกฎหมายได้ ตนมั่นใจว่าเราจะมีทางออกที่ดีต่อสถานการณ์ต่อไป”นายกฯแถลง

 นายกฯ แถลงต่ออีกว่า ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และตนได้ทำงานตลอด 24 ชม.ในการติดตามสถานการณ์เพื่อให้สิ่งที่ทุกคนคาดหวังและต้องการเห็นความเป็นปกติสุขกลับคืนมาโดยเร็วนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยคำนึงถึงวิธีการแก้ปัญหาต่างๆว่าจะไม่เพิ่มเติมบาดแผลและความขัดแย้งในสังคม ผมขอขอบคุณประชาชน และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยตลอดระยะเวลาของการทำงานกับรัฐบาล และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือและได้เห็นการฉลองสงกรานต์อย่างเป็นปกติของคนไทยต่อไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการออกหมายจับคนอื่นนอกจาก 7 คนหรือไม่ นาอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ชุดอื่นจะมีการนำเสนอต่อศาลต่อไปส่วน 7 คนนี้อยู่ที่ไหนก็สามารถจับได้ไม่ว่าบนเวทีนอกเวทีจับได้หมด และขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนด้วย เมื่อถามว่า วันที่ 9 เม.ย.จะสามารถออกหมายจับได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่ที่ศาล

 เมื่อถามว่า จะมีการใช้กำลังไปรวบตัวแกนนำที่ถูกออกหมายจับบนเวทีเลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ได้แต่มองหน้าผู้สื่อข่าวจากนั้น ก็เบือนหน้าหนีและเดินเลี่ยงไปโดยไม่ตอบคำ ถามแต่อย่างใด

 “อภิสิทธิ์-สุเทพ” ห่วงความปลอดภัยหากสลาย

ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.)  เมื่อเวลา 16.00 น. ที่กรมทหาราบที่ 11 รักษาพระองค์ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ในฐานะโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) แถลงว่า หลังจากที่มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปรากฏว่า มีประชาชนส่วนหนึ่งคาดหวังว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ จะมีการจับกุมแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม และมีการสลายการชุมนุมอย่างเฉียบขาด แต่การปฏิบัติดังกล่าว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย เพราะหากมีการดำเนินการดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อความรุนแรง และจะบานปลายขยายตัวไปในอนาคต ทางศอฉ.จึงคิดจะดำเนินการจะพยายามเพิ่มแรงกดดันต่อการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย จากขั้นเบาไปหนัก ซึ่งเริ่มจากควบคุมการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนลที่บิดเบือนข้อมูล โดยมีการยุยุงปลุกปั่นให้พี่น้องประชาชนทำผิดกฎหมาย ส่วนประชาชนที่ประสงค์จะติดตามการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงสามารถติดตามได้จากฟรีทีวี ส่วนกรณีที่จะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จะขอให้มีการคืนสัญญาณของพีแชนแนลนั้น เป็นเรื่องกฎหมาย เราไม่ได้ไปปิดสถานีวิทยุ แต่ควบคุมเครื่องส่งของท่าน เนื่องจากท่านบิดเบือนข้อมูล แต่หากในอนาคตมีการซื้อเครื่องใหม่ และไม่ออกข่าวสารที่บิดเบือนก็สามารถประกอบกิจการใหม่ได้ ซึ่งทางศอฉ.คงทำตามที่นายณัฐวุฒิขอคงไม่ได้ เพราะเราต้องทำตามกฎหมาย

 “นอกจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งจุดสกัดตามเส้นตางๆ ที่จะเข้ามาภายในพื้นที่ทีมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และจะมีชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในที่ชุมนุมว่า สิ่งที่ท่านทำผิดกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาการชี้แจงไม่เป็นผลเนื่องจากมีสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนล และสถานีวิทยุชุมชนบางสถานียุยง ปลุกปั่น ทำให้คนสนใจมากว่า แต่เมื่อขณะนี้มีการดำเนินการกับพีเพิลแชนแนล และเริ่มควบคุมการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่มีการบิดเบือน ทำให้การชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นผล ทำให้ขณะนี้ผู้ชุมนุมมีจำนวนลดน้อยลง โดยที่แยกราชประสงค์มีผู้ชุมนุม 3,000 คน และที่สะพานผ่านฟ้ามี 2,500 คน และหากผู้ชุมนุมคนใดจะเดินทางกลับ เราจะมีรถไว้บริการจัดส่งท่านไปยังภูมิลำเนา” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสื่อบางแขนงมีการบิดเบือนมาตลอดว่า รัฐจะมีการล้อมปราบและสลายชุมนุม และยังมีการบิดเบือนว่า จะมีการประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกเคหะสถาน ซึ่งทางศอฉ.ยืนยันว่า ไม่ได้มีการดำเนินการในลักษณะอย่างนั้น ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐพยายามอย่างยิ่งที่จะทุ่มเทนำความสงบกลับมาสู่ประชาชน พยายามทำพื้นที่กลับความสงบโดยเร็วโดยไม่ใช้มาตรการความรุนแรง ส่วนประชาชนต่างจังหวัดไม่ต้องเดินทางเข้ามา ขอให้เชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่รัฐสามารถดูแลพื้นที่ได้ และขอให้มั่นใจว่า จะนำความสงบสุขกลับมาสู่ราชประสงค์และผ่านฟ้า

 “คาดว่า ในช่วงเย็นนี้จะมีการออกหมายเรียกแกนนำ และออกหมายจับแกนนำที่มีหลักฐานการทำผิดชัดเจนรวมจำนวน 10 กว่าคนว่า มีการยุยงปลุกปั่น ให้บุกเข้าไปในสถานการที่ราชการ และจะมีการตั้งจุดสกัดเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้ามาเพิ่มเติม และสกัดจักรยานยนต์ที่มาจะป่วนกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อผู้ชุมนุมมีน้อย เราก็จะสามารถจับแกนนำได้ เบื้องต้นจะมีการออกหมายเรียก แต่หากไม่มาจะมีการออกหมายจับ และเมื่ออธิบายความแล้ว แต่ผู้ชุมนุมยังไม่เข้าใจนั้น ประชาชนน่าจะยอมรับได้ หากจะมีการเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ซึ่งเมื่อชุมนุมน้อยลงเราน่าจะสามารถดำเนินการได้ ซึ่งจากจำนวนผู้ชุมนุมที่น้อยลงแสดงว่า ประชาชนเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น” โฆษกศอฉ.กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น ทางส่วนข่าวร่วมได้มีการชี้แจงว่า มีการชุมนุมใน 12 จังหวัดในภาคเหนือ และ 18 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งในแต่ละจังหวัดมีผู้ชุมนุมเพียงหลักร้อยคน จะมากคือ ในจ.เชียงใหม่กับจ.ขอนแก่น ที่มีประมาณสองพันคน ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะสามารถควบคุมได้แน่นอน

"กษิต"เชิญทูตแจงพรก.ฉุกเฉินคุมแดงชุมนุมพรุ่งนี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (9 เม.ย.) ภายหลังจากที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เดินทางกลับจากร่วมประชุมอาเซียนที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แล้ว ในเวลาประมาณ 16.45 น. นายกษิตจะเชิญคณะทูตานุทูตและองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์การเมืองและการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง รวมทั้งชี้แจงเหตุผลการที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน