ข่าว

เชื่อมั่นวูบหอค้ามองม็อบยืดเยื้อสูญเงินแสนล้าน

เชื่อมั่นวูบหอค้ามองม็อบยืดเยื้อสูญเงินแสนล้าน

08 เม.ย. 2553

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง เหตุประชาชนหวั่นการเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ด้านหอการค้าไทยประเมินสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อ 1 เดือนทำเม็ดเงินหาย 700-1,300 ล้านบาทต่อวัน หากลากยาว 3 เดือนสูญแสนล้าน วอนเจรจาหาทางออกภายในเม.ย.นี้

 (8เม.ย.) นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมีนาคม 2553 ว่า อยู่ที่ระดับ 77.3 เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 68 โดยปัจจัยมาจากผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจปรับตัวแย่ลง จากปัญหาทางการเมืองที่อาจขาดเสถียรภาพหลังจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในเดือนมีนาคมนี้ รวมทั้งราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงในสายตามของผู้บริโภคที่อาจจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อการจ้างงานในอนาคต

 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 64.2 แสดงว่าผู้บริโภคยังเห็นว่าเศรษฐกิจไทย และโอกาสการหางานทำในปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวมากนัก และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (6 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 80.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน และถือเป็นปัจจัยอันดับ 1 ที่จะส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายภายในเดือนเมษายนนี้ เชื่อว่าจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจ และปีนี้จีดีพีน่าจะขยายตัวได้ 4-5% แต่หากยืดเยื้อจะขยายตัวเพียง 3-4%  โดยจะมีการปรับการคาดการณ์อีกครั้งในเดือนพฤษภาคมนี้

 ด้านนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงการประเมินผลกระทบทางการเมืองต่อเศรษฐกิจว่า หากมีการชุมนุมยืดเยื้อ 1 เดือน จะกระทบต่อจีดีพี วันละ 500-800 ล้านบาท และผลกระทบต่อการท่องเที่ยววันละ 200-500 ล้านบาท โดยหากการชุมนุมยืดเยื้อนาน 3 เดือน จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท และกระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 0.3 - 0.5%

 ทั้งนี้ สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย สนับสนุนให้ทุกฝ่ายควรเร่งให้มีการเจรจาโดยเร็ว เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายภายในเดือนเมษายนนี้ แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน เพื่อควบคุมสถานการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถจัดการให้ทุกฝ่ายยุติลงได้ จึงขึ้นอยู่กับการเจรจามากกว่า เพราะภาพที่ตีแผ่ออกไปทำให้ชาวต่างชาติมองว่าเกิดความรุนแรงในไทย