
นักวิชาการชี้รวย-จนยังถ่างยุบสภาไม่แก้ปัญหา
เศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เผยช่องว่างระหว่างคนรวย-จน ในไทยต่างกันถึง 13.1 เท่า ชี้เป็นเหตุหนึ่งของปัญหาวิกฤติการเมืองในปัจจุบัน แนะรัฐบาลนำบทเรียนจากวิกฤติมาพัฒนาโดยผุดนโยบายที่ดี ไม่ทุจริตเชิงนโยบาย หาประโยชน์ใส่ตัวเอง ย้ำยุบสภาไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่เนื้อแท้
(8เม.ย.) รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ซูซูกิ คณะบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มจับตานโยบายรัฐบาล((Policy Watch) เปิดเผยว่า การพัฒนาที่ผ่านมาแม้จะทำให้จำนวนคนจนน้อยลง แต่ไม่ได้ทำให้ความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนดีขึ้น โดยข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็นดีพี) พบว่ากลุ่มคนรวยสุดใน 10% ของประเทศไทยยังมีมากกว่ากลุ่มคนจนที่สุด 10% ถึง 13.1 เท่า
ทั้งนี้ หากเป็นไปได้โดยส่วนตัวก็อยากเห็นช่องว่างดังกล่าวปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5-6 เท่า ซึ่งเป็นระดับเดียวกับประเทศญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขที่ออกมาถือว่าอยู่ในกลุ่มใกล้เคียงกับประเทศ จีน และ ออสเตรเลีย ที่มีช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยกับคนจนที่ 11 เท่า อีกทั้งยังดีกว่าประเทศ สหรัฐอเมริกา และ สิงคโปร์ ที่มีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ 15.9 เท่า และ 17.7 เท่าตามลำดับ
รศ.ดร.ปัทมาวดี ยังกล่าวด้วยว่า ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนหนึ่งก็มาจากปัญหาในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ รวมไปถึงการบริหารจัดการประเทศที่ให้โอกาสแก่คนในสังคมไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาดังกล่าวเกิดมานานเรื้อรัง และตัวหลักสำคัญก็ไม่ใช่แค่เพียงรัฐบาลหรือภาคการเมือง แต่ยังมีภาคราชการและเอกชนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
“ปัญหาของไทยเป็นปัญหาเชิงคุณภาพที่ลึกกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยที่อาการของปัญหายังไม่ได้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจนกระทั่งเราประสบปัญหาการเมืองในปัจจุบัน”รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าว
นอกจากนี้ เธอยังวิเคราะห์ถึงนโยบายในปัจจุบันด้วยว่า นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่อาจมีผลดีในเชิงโครงสร้างมีสองนโยบายเท่านั้น คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และการออมชราภาพ เพียงแต่รัฐบาลยังสร้างความเข้าใจต่อสังคมในวงกว้างได้ไม่เพียงพอ และยังไม่บรรลุขั้นตอนในการผลักดันพระราชบัญญัติออกมาได้ และแม้นโยบายที่ดินยังไม่ได้ไปสู่จุดที่ดีที่สุด คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังไม่ใช่อัตราภาษีก้าวหน้า โฉนดชุมชนยังไม่ได้ให้สิทธิสมบูรณ์แก่ชุมชน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ส่วนนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาล ภายใต้ชื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถนำทางว่าจะแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะทำให้ประชาชนมีคุณภาพที่ดีได้อย่างแท้จริง อีกทั้งนโยบายที่ต่อยอดจากนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ยังไม่ชัดเจนว่าจะบริหารจัดการได้ดีกว่าเดิมหรือไม่ เช่น กองทุนหมู่บ้าน หรือ โอท็อป เป็นต้น
รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวด้วยว่า บทเรียนสำคัญที่ควรเรียนรู้จากวิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้น คือ ภาคการเมืองต้องมีนโยบายที่ดี ไม่สร้างแรงกดดันด้วยการให้คุณหรือโทษอย่างลำเอียงแก่ภาคราชการ ไม่ทุจริตเชิงนโยบาย และต้องไม่ใช้นโยบายในการแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวเอง
นอกจากนี้ยังสะท้อนด้วยว่า นโยบายประชานิยมไม่สามารถได้รับความนิยมเสมอไปหากแก้ปัญหาไม่ตรงจุด รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นความอยุติธรรม การชุมนุมของกลุ่ม นปช. แสดงให้เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากคับข้องใจต่อสภาพนี้ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ฝ่ายเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม และนโยบายสวัสดิการสังคมในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานเชิงโครงสร้างของสังคมไทยได้
สำหรับข้อแนะนำของกลุ่มโพลิซี วอทช์ นั้น รศ.ดร.ปัทมาวดี กล่าวว่า พรรคการเมืองและภาคราชการจะต้องเรียนรู้ปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้และแก้ปัญหาด้วกยาร ปฎิรูปตัวเอง ว่าจะทำให้เกิดธรรมาภิบาลในองค์กรและต่อประชาชนอย่างไร
นอกจากนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องจริงจังกับการลดการรวมศูนย์การจัดการไว้กับภาคราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กระจายอำนาจทางการคลังและการสร้างศักยภาพของท้องถิ่นและชุมชนอย่างมีเป้าหมายและขั้นตอนที่ชัดเจน
“รัฐบาลควรสนับสนุนการเปิดเวทีสาธารณะให้ทุกฝ่าย ทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคเอกชนและประชาสังคม เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรมเพื่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง”รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าว
ทั้งนี้ เธอยังกล่าวถึงกระแสการเรียกร้องให้มีการยุบสภาในขณะนี้ด้วยว่า การยุบสภาอาจช่วยลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่เป็นทางออกให้กับสังคมไทยอย่างแท้จริง ถ้าพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่สามารถเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และประชาชนยังไม่เข้าใจหรือตระหนักถึงปัญหาของความเหลื่อมล้ำหรือสังคมสองมาตรฐานและยังมีทัศนคติแบบเดิม
“การยุบสภาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตัวเนื้อแท้ แต่ในสภาพที่ถึงทางตัน แล้วไม่สามารถทำอะไรได้ ขณะที่ความสูญเสียยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ การยุบสภาแล้วล้างไพ่กันใหม่ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ที่สำคัญสุดคือ ต้องถามว่ายุบสภาแล้วจะเป็นยังไงต่อไป ตรงนี้อยากให้ช่วยกันคิด แต่ถ้ายังไม่ยุบก็อยากเห็นทุกฝ่ายทำงานได้ ต่างฝ่ายต่างกลับไปทำงาน เพราะถ้าตัดปัญหาเรื่องการเมืองออกไปก็ยังเห็นว่ารัฐบาลทำงานได้อยู่”รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าว



