ข่าว

ทุกข์ยากลำบากใจของสถาบันตุลาการในระบอบเผด็จการ

ทุกข์ยากลำบากใจของสถาบันตุลาการในระบอบเผด็จการ

08 เม.ย. 2553

หนังสือฝรั่งเล่มหนึ่งที่น่าสนใจมีชื่อว่า "การปกครองด้วยกฎหมาย : การเมืองของบรรดาศาลสถิตยุติธรรมในระบอบเผด็จการ" (Rule by Law : The Politics of Courts in Authoritarian Regime)

 ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เมื่อ พ.ศ.2551 ในบทสรุปที่ศาสตราจารย์มาร์ติน แชปไพโร แห่งสำนักนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเมืองเบิร์กลีย์ มีหลายประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง

 เพราะชี้ให้เราเห็นว่า เวลาที่เราพูดถึงสถาบันตุลาการ (ขอใช้คำนี้ดีกว่าครับ) เรามักจะมองว่าสถาบันตุลาการกับสังคมประชาธิปไตยนั้นไปด้วยกันนั้นเราค่อนข้างละเลยว่า ยังมีอีกหลายประเทศในโลกที่สถาบันตุลาการนั้นดำรงอยู่ได้นอกระบอบประชาธิปไตย

 ทั้งประเทศที่เป็นเผด็จการ ทั้งประเทศที่เคยเป็นประชาธิปไตยและได้เปลี่ยนเป็นประเทศเผด็จการ หรือแม้กระทั่งประเทศที่เป็นประชาธิปไตยแบบที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์ คือมีการเลือกตั้งแต่สิทธิเสรีภาพในการไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไม่ค่อยจะมี

 อาจารย์แชปไพโรเสนอว่า เวลาที่เราพูดถึง rule of law ซึ่งผมขอแปลว่าหลักนิติธรรม (หรือการปกครองด้วยกฎหมายในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งแตกต่างหลักนิติรัฐ (legal state หรือ rule by law) ที่หมายถึงการใช้กฎหมายในการปกครอง) นั้นเรากำลังพูดถึงเรื่องสองเรื่องที่สัมพันธ์กัน 1.คือระบอบการปกครองนั้นปกครองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ปกครองโดยหลักอำเภอใจ กับใครคนใดคนหนึ่งที่ขัดกับหลักการที่ได้ออกเอาไว้ และ 2.คือการปกครองด้วยกฎหมายนั้นย่อมจะต้องปกป้องสิทธิและเสรีภาพของมนุษยชนเป็นพื้นฐานในแกนกลางของการปกครองด้วยกฎหมายอยู่แล้ว

 ดังนั้นแม้ว่าระบอบการปกครองจะไม่ได้เป็นระบอบการปกครองที่ยึดถือสิทธิเสรีภาพมากนัก แต่สถาบันตุลาการก็มีแนวโน้มที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของมนุษยชนเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าการปฏิบัติการดังกล่าวนั้นจะรวมไปถึงการที่สถาบันตุลาการย่อมจะต้องกลายเป็นผู้ปกป้องระบอบที่ไม่ได้เชื่อถือศรัทธาสิทธิเสรีภาพของมนุษยชนมากนัก โดยเฉพาะต้องกลายเป็นผู้ที่ตัดสินไปตามกฎหมายที่ถูกออกมาจากระบอบดังกล่าว

 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของขาว-ดำ แต่เป็นเรื่องของลำดับความสำคัญที่กฎเกณฑ์นั้นสำคัญกว่าสิทธิ ไม่ใช่มองง่ายๆ ว่าใช้กฎที่ออกโดยระบอบที่ไม่เคารพสิทธิ แปลว่าไม่เคารพสิทธิเสียทั้งหมด

 อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ การปกป้องสิทธิอาจจะเริ่มจากเรื่องของการถือครองทรัพย์สินก่อนเรื่องอื่นๆ เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างประเทศ ดังนั้นการพยายามของศาลที่จะปกป้องสิทธิการถือครองทรัพย์สิน แล้วพยายามขยายไปในเรื่องอื่นๆ นั้น ในทางอ้อมก็ช่วยให้ระบอบเผด็จการดูดีขึ้นในสายตาประชาคมโลก และนักลงทุนต่างชาติ

 ศิลปะของสถาบันตุลาการก็คือการพยายามให้รัฐบาลในระบอบดังกล่าวพยายามทำตามกฎเกณฑ์ของตัวเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้วทุกระบอบนั้นก็พยายามไม่ทำให้กฎเกณฑ์ของตัวเองขี้เหร่มากนัก แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้ากฎเกณฑ์มันขี้เหร่ สถาบันตุลาการก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมรับและตอกย้ำความขี้เหร่ของสังคมนั้นต่อไปอยู่บ้าง

 ศาสตราจารย์แชปไพโรเชื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงในทางที่จะเคลื่อนระบบยุติธรรมไปสู่การยอมรับสิทธิเสรีภาพของมนุษยชน และทำให้ระบอบเผด็จการยอมรับอำนาจการแทรกแซงทางการเมืองของศาลมากขึ้นนั้นอยู่ที่ความสามารถในการเป็นผู้นำของผู้พิพากษา ซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยการพยายามเรียกร้องให้เกิดความเป็นอิสระของศาล (ส่วนหนึ่งรัฐบาลเผด็จการต้องยอมให้มีความเป็นอิสระ เพื่อให้ระบอบมีความชอบธรรมในเรื่องกฎเกณฑ์ ซึ่งไม่ได้แปลว่าเอาสิทธิเสรีภาพของมนุษยชนเป็นที่ตั้ง)

 สถาบันตุลาการในสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้นจึงอยู่ในสภาวะที่กระอักกระอ่วนใจ เพราะถ้าศาลนั้นท้าทายอำนาจของระบอบเผด็จการ ซึ่งเป็นระบอบที่สถาบันตุลาการนั้นเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย สถาบันตุลาการอาจจะถูกละเลย หรือถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจากรัฐบาล แต่ถ้าสถาบันตุลาการหลับหูหลับตาช่วยรัฐบาลและระบอบเผด็จการเสียทั้งหมด สถาบันตุลาการก็จะเสียความชอบธรรมในสายตาของสาธารณะ

 ทั้งนี้เพราะว่าลึกๆ แล้วยังไงสถาบันตุลาการนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของระบอบเผด็จการนั้นนั่นแหละครับ เถียงเขามากก็โดนเอง ไม่เถียงเลยก็ขาดความน่าเชื่อถือ แม้ว่าลึกๆ จะรู้ว่ากฎหมายที่ตนใช้นั้นมันมีทั้งส่วนว่าด้วยกฎเกณฑ์และหลักสากลที่เป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวเอง