
เมื่อทุกคนเมินเฉยสิ่งที่เรียกว่า"ความชอบธรรม"
เหตุผลที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงยกขึ้นมาอ้างในการปิดแยกราชประสงค์ นอกจากกดดันให้รัฐบาลยุบสภาแล้ว
ยังยกเอาเรื่องเก่าเมื่อคราวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิมาเทียบเคียงด้วย
แกนนำเสื้อแดงมองว่า การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดำเนินการกับคนเสื้อเหลืองล่าช้าในคดีข้างต้น จนดูเหมือนกับเพิกเฉย เลยเปรียบเปรยเอาว่า "เป็นความชอบธรรม"
ดังนั้น การปิดแยกราชประสงค์ครั้งนี้ก็ย่อมเป็นความชอบธรรมเฉกเช่นกัน ?!!
หลังจากนั้นก็พากันหลงลืมหรือเลือกที่จะมองข้ามการปฏิบัติตนบนพื้นฐานของกฎหมายที่ควรปฏิบัติ
ครั้งหนึ่งคนเสื้อแดงโจมตีรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าสองมาตรฐาน
หนึ่งในข้อกล่าวหาและเป็นรอยด่างก็คือคดีปิดสนามบินสุวรรณภูมินี่แหละ
แต่การดำเนินคดีล่าช้าไม่ได้หมายความว่า มันไม่ผิดกฎหมาย และคนเสื้อแดงจะปิดแยกเศรษฐกิจของประเทศอย่างราชประสงค์ได้อย่างชอบธรรม
เพราะสุดท้ายแล้วสถานภาพ ณ วันนี้ของเสื้อแดงก็คงไม่ต่างอะไรกับคนเสื้อเหลืองเมื่อปี 2551
และในอนาคตเมื่อมีผู้เสียหายออกมาร้องทุกข์กล่าวโทษ คนเสื้อแดงก็คงตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับคนเสื้อเหลืองในวันนี้
ต่างก็ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาทั้งคดีแพ่งและอาญาไม่ว่าเหลืองว่าแดง
ปี 2551 คนเสื้อเหลืองปิดสนามบินสุวรรณภูมิเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล
มาวันนี้ ปี 2553 คนเสื้อแดงปิดแยกราชประสงค์อีก เกิดความเสียหายไม่แพ้กัน
ยิ่งนานวันประเทศชาติก็ยิ่งสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ
คนเสื้อแดงต้องคำนึงถึงสิ่งที่ตระหนักรู้มาก่อนหน้านี้ให้มากอย่างที่เคยกล่าวหาเสื้อเหลืองปิดสนามบิน
คนกรุงเทพฯ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่ "ตัวประกัน" และ "ข้อต่อรอง"
ส่วนนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็ต้องมีภาวะผู้นำให้มาก กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อคาราคาซังต่อไปไม่ดีแน่
ไม่ดีทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง
ถ้าวันนี้มีคนคิดจะปิดสถานที่สำคัญ เพื่อกดดันให้รัฐบาลทำตามเงื่อนไขของผู้ชุมนุมได้
แล้ววันหน้าจะเชื่อได้หรือว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก
ในเมื่อทุกคนต่างก็พากันเมินเฉยสิ่งที่เรียกว่า "ความชอบธรรม" ไปเสียสิ้นแล้ว
แถมรัฐก็ไม่บังคับใช้กฎหมาย ถึงมีไว้ก็คงไม่ต่างอะไรกับใบฎีกาผ้าป่าที่มีอยู่เกลื่อนเมือง
แต่หาความศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ?!!



