
นักวิเคราะห์เชื่อนักลงทุนยังเชื่อมั่นรบ.ไทย
นักวิเคราะห์เชื่อ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นรัฐบาล / หลายฝ่ายอยากให้รัฐยุติการชุมนุม / เสื้อแดงเสี่ยงถูกตอบโต้
(7เม.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า กลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดง ที่ระบุว่า จะยกระดับการชุมนุมในกรุงเทพฯ เพื่อกดดันนายกรัฐมน ตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อยุติการเผชิญหน้าเป็นเวลา 5 วันแล้วในย่านพาณิชย์กลางเมืองหลวง โดยผู้ประท้วงเสื้อแดงสนับสนุนพตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศว่า จะสร้างความประหลาดใจให้รัฐบาลที่ทหารสนับสนุน ด้วยการเคลื่อนไหวรูปแบบใหม่ เพื่อบีบให้รัฐบาลจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจากจัดการประท้วงมาเกือบ 4 สัปดาห์แล้ว และยึดสี่แยกราชประสงค์เป็นที่มั่น มาตั้งแต่วันเสาร์ ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องของรัฐบาล ที่ให้พวกเขาออกไปจากที่ตั้งห้างสรรพสินค้าและโรงแรมหรู ที่ยังคงปิดให้บริการอยู่ในขณะนี้
นักลงทุนส่วนใหญ่ ยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะรอดพ้นจากสถานการณ์การเผชิญหน้าท้าทายจากคนเสื้อแดง ที่ส่วนใหญ่มาจากชนบทและเป็นชนชั้นแรงงาน โดยนักลงทุนต่างชาติ ต่างยังคงทุ่มเม็ดเงินลงทุนไปเพราะการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ และจะยังไม่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย แม้ว่าการเมืองจะผันผวนก็ตาม โดยนับตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ช้อนซื้อหุ้นไทยไปเป็นมูลค่าสูงถึง 1,730 ล้านดอลล่าร์
ด้าน โบร้คเกอร์ ฟิลิป ซีเคียวริตี้ส ได้เผยผลวิจัยว่า ดูเหมือนจะเป็นสถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้ แต่ภาพรวมก็คือ ตลาดยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดี เงินทุนที่ไหลเข้ามายังภูมิภาคยังดีอยู่มากเมื่อวานนี้ ส่วนราคาน้ำมันก็สนับสนุนหุ้นพลังงาน แต่ถึงยังไงตลาดก็ยังคงจับตาสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้น ก็อาจจะเกิดการเทขายอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ขณะนี้ได้เกิดความวิตกว่า วิกฤติการเมืองที่เกิดขึ้น จะส่งผลกระทบระยะยาวโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่เผชิญความผันผวนมาตั้งแต่เมื่อครั้งเกิดรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ที่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นอำนาจด้วยข้อกล่าวหาเรื่องคอรัปชั่น ซึ่งโรเบอร์โต เฮอร์เรร่า
ลิม นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษา ยูเรเซีย กรุ๊ป ให้ความเห็นว่า เป็นสัญญาณที่จับได้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นับตั้งแต่เกิดรัฐประหารที่ว่า FDI รวมทั้งจากฐานข้อมูลของลูกค้าซึ่งพบว่า ยากที่จะมองสถานการณ์ไทยในระยะยาว เพราะความขัดแย้งครั้งนี้ลึกเกินกว่าที่เคยเกิดในอดีต
นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เผชิญแรงกดดันจากชนชั้นกลางและชนชั้นสูง หรือแม้แต่ภายในพรรคร่วมรัฐบาลของเขาเอง ให้ยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเนื่องจากเชื่อว่า จะเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง แต่คำขู่ที่ว่าจะจับกุมบรรดาแกนนำก็ยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ระบุว่า การเจรจาคือทางออกทางเดียวที่เหลือของนายกรัฐมนตรีแต่แกนนำการประท้วงไม่ยอมให้ความร่วมมือ นักวิเคราะห์มองว่า ผู้ประท้วงเองก็เสี่ยงที่จะสูญเสียการสนับสนุนเช่นกัน ถ้าบรรดาห้างร้านและโรงแรมยังคงปิดให้บริการ และโรงแรมหรูอย่าง โฟร์ ซีซั่นส์ และไฮแอท เอราวัณ ยังคงถูกปิดกั้น และถ้าการจราจรยังคงถูกรบกวน ซึ่งโจชัว เคอร์ลันต์ซิค จากสถาบันคลังสมอง คาเนกี้ เอ็นโดว์เม้นท์ ฟอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล พีซ บอกว่า พวกเสื้อแดงเสี่ยงที่จะโดนโต้กลับ โดยเฉพาะการทำให้คนกรุงเทพฯ โกรธแค้น พวกเสื้อแดงคงไม่อยากสร้างความบาดหมางกับคนกรุงเทพฯโดยเฉพาะในกลุ่มคนชนชั้นกลาง ที่งานของพวกเขาอาจได้รับผลกระทบจากการชุมนุม
ของคนเสื้อแดง



