
ศอ.รส.ยันพรุ่งนี้ประชุมครม.ที่รัฐสภา
ศอ.รส.ยันไม่สลายม๊อบแน่นอน ยันพรุ่งนี้ประชุม ครม.ที่รัฐสภา หารือขยายเวลาอายุ พรบ.ความมั่นคงฯอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย
(6เม.ย.) เวลา 15.00 น. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกสำนักนายกรัฐ มนตรี แถลงข่าวหลังการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ที่ประชุม ศอ.รส.ประเมินว่า มีผู้มาชุมนุม 15,000 คน ที่สะพานผ่านฟ้า 5,000 คน และที่สี่แยกราชประสงค์ 10,000 คน และกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งการเคลื่อนไหวเป็นการละเมิดข้อบังคับของ ศอ.รส. เจ้าหน้าที่พยายามทำความเข้าใจและมีนโยบายจะไม่สลายการชุมนุม แต่อาจมีการหมุนเวียนกำลังตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะเดินหน้าในการควบคุมพื้นที่ตามข้อบังคับต่อไป และเจ้าหน้าที่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นว่าจะออกหมายเรียกบุคคลที่เข้าข่าย และหากพบบุคคลเหล่านี้ทำความผิดซึ่งหน้าก็สามารถจับกุมได้เลย แต่ต้องดูความเหมาะสมด้วย
อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยท่านอยู่ในห้องควบคุมบัญชาการตลอดเวลา เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อดูเหตุการณ์ เพราะท่านก็มีความเป็นกังวลในเรื่องนี้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย ศอ.รส.กำลังพิจารณาการออกหมายเรียก เพราะต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยหากออกหมายเรียกจะออกหมายเรียกแกนนำ ทั้งที่อยู่ที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ อย่างไรด็ตามใน วันพรุ่งนี้จะมีการประชุม ครม.ที่รัฐสภาในช่วงบ่าย เพื่อให้ ครม.พิจารณาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและดูการบังคับใช้การขยายเวลาอายุ พรบ.ความมั่นคงฯต่อไป
เมื่อถามว่า ต้องรอให้เหตุการณ์ถึงจุดไหนรัฐบาลถึงจะสลายการชุมนุม นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลไม่มีนโยบายการสลายการชุมนุม เพราะการชุมนุมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคน ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการใช้สิทธิทางการเมืองอย่างถูกต้อง แต่การสลายการชุมนุมที่ผิดกฎหมายคงต้องดูความเป็นไปได้ ตอนนี้พยายามโน้มน้าว และกดดันให้เปิดพื้นที่ ส่วนหากจะมาปิดล้อมรัฐสภาคงทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย แต่จะมีการประเมินความปลอดภัยอีกครั้ง เพื่อดูความเหมาะสมของสถานที่ และเวลาอีกครั้งในตอนเย็น
นายปณิธาน กล่าวถึงภารกิจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า นายกรัฐมนตรีจะมีภารกิจในช่วงบ่าย แต่ตอนนี้นายกรัฐมนตรีอยู่ในห้องบัญชาการของ ศอ.รส. เพื่อดูเหตุการณ์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นกังวล และขอให้ประชาชนอดทน และช่วยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน ได้เร่งรัดคลี่คลายสถานการณ์ ให้กลับคืนสภาวะปกติโดยเร็ว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในระหว่างวันที่ 8-9 เม.ย. ที่ประเทศเวียดนามตามกำหนดการเดิม



