
ศอ.รส.แจง6ประเด็นศาลเปิดไฟเขียวจัดการแดง
ศอ.รส. แจงยิบ 6 ประเด็น ศาลเปิดไฟเขียวจัดการ นปช. ป่วนเมือง หลังบิดเบือนบนเวที หมดสิทธิอุทธรณ์ เหตุ 2 เกลอ คัดค้านชั้นศาลแล้ว เตรียมใช้อำนาจตามกฎหมายจับกุมซึ่งหน้าพรุ่งนี้(6เม.ย.) ชี้ยอดม็อบหดหลังเข้าใจ คำสั่งศอรส. หวั่น ติดคุก
เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 5 เม.ย.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ร่วมกันแถลงภายหลังกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง นำคำพิพากษาศาลแพ่งให้อำนาจรัฐบาลสลายการชุมนุมได้ตามพ.ร.บ.มั่นคง แต่กลับไปบิดเบือนบนเวทีปราศรัย สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ชุมนุม
พ.อ.สรรเสริญ แถลงว่า ที่ประชุมวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการรายงานว่าการชุมนุมพื้นที่แยกราชประสงค์มีจำนวนผู้ชุมนุมลดน้อยลงกว่าเมื่อวันที่ 4 เม.ย. โดยลดเหลือ 16,500 คน -17,500 คน สาเหตุยอดผู้ชุมนุมลดลง ส่วนหนึ่งใกล้เทศกาลสงกรานต์ และคำพูดแกนนำยั่วยุส่อความรุนแรง เมื่อพิจารณาจากการที่ศอ.รส.แจกเอกสารข้อห้ามการชุมนุม ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเข้าใจสถานการณ์และสภาพโดยรวม ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเดินทางกลับบ้าน ทั้งนี้ ศอ.รส.เน้นย้ำ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย อดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุของแกนนำ
ด้าน รมต.ประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า จากคำพิพากษาศาลแพ่งยกคำร้องสำนักนายกฯที่เป็นผู้ร้อง อาจเกิดข้อความสื่อสารในกลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความสับสน และมีคำถามโดยทั่วไปยกคำร้องมีผลอย่างไร โดยผู้ชุมนุมนำไปบิดเบือนว่าการยกคำร้องแล้ว ทำให้การชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอาจบิดเบือนได้
“วันนี้อัยการสูงสุดได้ชี้แจงในศอรส.ให้ทราบว่า 1.กรณีศาลได้พิเคราะห์มิใช่แต่คำร้องสำนักนายกฯเท่านั้นแต่มีคำร้องผู้คัดค้านด้วยคือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นคำวินิจฉัยที่มีคำโต้แย้งแล้วจากแกนนำผู้ชุมนุม อัยการชี้ให้เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยมีคำโต้แย้งแล้ว และ 2.ศาลได้วินิจฉัยได้ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนฟังได้ว่า ความหมายการไต่สวนของศาลกลั่นกรองแล้วสรุปว่าการกระทำของบุคคลทั้ง 5 คน ผู้ร่วมชุมนุม กีดขวางเส้นทางคมนาคม ยานพาหนะ ส่งผลกระทบธุรกิจสำคัญ ส่งผลต่อความเสียหายต่อการประกอบอาชีพ จำกัดสิทธิเสรีภาพ การเดินทางทางสร้างความเดือดร้อน กระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร” นายสาทิตย์ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ประเด็นที่ 3 จึงเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตรัฐธรรมนูญมาตรา มาตรา 34 และ 63 อันเป็นกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย แปลว่า การชุมนุมนี้ ไม่ได้รับการคุ้มครองตามบทบัญบัติรัฐธรรมนูญผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ 4.ศาลวินิจัฉัยต่อว่า กอ.รมน.มีอำนาจทั้งหลายทั้งปวงเพื่อป้องกันแก้ไขฟื้นฟู เหตุที่เป็นภัย และอาจเป็นภัยต่อกลุ่มบุคคล หมายความว่า ต่อไปนี้ กอ.รมน. มีอำนาจทั้งหลายทั้งปวงป้องกันควบคุมแก้ไขให้สถานการณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติ
รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า 5.ศาลวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อมีข้อกำหนด และประกาศแล้ว ข้อกำหนดและประกาศ จึงมีสภาพบังคับ ย่อมมีผลบังคับใช้ทันที และข้อต่อไป กอ.รมน.ย่อมมีอำนาจทั้งหลายทั้งปวงตามเห็นสมควรและความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดและประกาศ มีอำนาจป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับบั้ แก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์
“6 ข้อนี้ ยืนยันถึงสภาพการชุมนุม และอำนาจของกอ.รมน.ที่จะดำเนินการต่อจากนี้ โดยการดำเนินการต่อไป มีความเห็นอัยการสูงสุดคือ เมื่อการชุมนุม เป็นการชุมนุมผิดกฎหมายไม่ได้รับการคุ้มคอรงตามรัฐธรรมนูญ กอรมน.มีอำนาจดำเนินการ ไม่ว่าผู้จัดให้ชุมนุม หรือผู้ชุมนุมยังอยู่ในที่ชุมนุม เป็นความผิดซึ่งหน้าสามารถดำเนินการได้ อยู่ที่อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการได้ สภาพที่ทำให้เกิดสภาพบังคับใช้ตามกฎหมาย จะดำเนินกาต่อไปโดยคำนึงถึงความเหมาะะสมและตามหลักสากลทั่วไป ส่วนผู้ชุมนุมที่มีความผิดตามหลักฐานชัดเจน หากออกจากที่ชุมนุมไป แต่ปรากฎหลักฐานอยู่ในที่ชุมนุม รับทราบแล้วว่าผิดกฎหมาย พนักงานสามารถออกหมายเรียกหรือออกหมายจับตามความผิดได้ ทั้งนี้ ศอ.รส.จะประเมินเหตุการณ์จะดำเนินการต่อไป” รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป้ามหมายการบังคับมใช้กฎหมายเป็นขั้นตอน เช่นเดียวกับวันพรุ่งนี้ที่ นปช.จะเคลื่อนขบวนไปตามเส้นทาง 11 เส้น ซึ่งศอ.รส.มีอำนาจสกัดกั้น ระงับยับยั้ง ไม่ให้กระทำผิดเพราะกระทำการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งศอ.รส.ประชุมและซักซ้อม เพื่อไม่ให้นปช.กระทำผิดกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการอย่างไรหมายถึงว่าจะจับแกนนำในวันพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ต้องดูตามความเหมาะสมของสถานการณ์ ถ้าสามารถที่จะจับกุมซึ่งหน้าได้แล้วไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอาจจะด้วยผู้ชุมนุมน้อยลง เจ้าหน้าที่จำนวนมากพอที่จะบังคับใช้กฎหมายได้ก็จะดำเนินการ แต่ถ้าหากสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะหรือมีเหตุที่จะลุกลามบานก็อาจะต้องออกหมายเรียกหรือขอศาลออกหมายจับในโอกาสต่อไป เมื่อมีพยานหลักฐานเรียบร้อยแล้ว
ส่วนกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมประกาศจะเดินสายไปตามเส้นทางต่างๆนั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในเมื่อเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อกฎหมายและมีการประกาศในสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายนั้น ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็จะมีอำนาจในการสกัดกั้นตามหลักสากล ซึ่งเจ้าหน้าที่ตั้งใจที่จะไม่ให้มีการเผชิญหน้าหรือขัดแย้ง แต่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในการระงับยับยั้ง เพราะอย่างที่ทราบว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามยั่วยุเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ใช้กำลังก่อนเพื่อที่จะสร้างเงือ่นไขในการชุมนุมที่รุนแรงต่อไป



