ข่าว

สุขภาพจิตตำรวจไทย

สุขภาพจิตตำรวจไทย

07 เม.ย. 2553

“เครียด” นายตำรวจกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เน้นคำว่าเครียด ภายหลังจากผ่านพ้นวิกฤติเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายที่พวกเขาต่างต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย “ถึงช่วงใกล้โยกย้ายทีก็แทบบ้า”

 ภาวะวิตกกังวลที่เรื้อรังเนื่องมาจากการที่จำต้องทนอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอนว่าอนาคตในการทำงานของตนเองจะเป็นอย่างไรนั้น เป็นภาวะที่กดดันและสร้างความหวั่นไหวให้แก่เหล่าบรรดานายตำรวจไม่น้อยเลย และภาวะเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งความกระวนกระวาย มีจิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องราวของตนเองจนขาดความสนใจภารกิจพิทักษ์ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น

 ผ่านพ้นจากเรื่องความไม่มั่นคงของตนเองไม่นานนัก เหล่าบรรดาตำรวจไทยทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยังต้องอยู่ในภาวะขาดความสุขในการทำงานอันเนื่องมาจากภาระงานที่เพิ่มขึ้นจากการชุมนุมที่เกิดขึ้น ภาวะอารมณ์ในช่วงนี้มิใช่ความวิตกกังวลแต่เป็นภาวะของความขัดแย้งทางจิตใจ (mental conflict) หมายความว่าเป็นภาวะที่จำเป็นต้องแสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่อยู่ภายใน อาจกล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า “ใจรู้สึกอย่างหนึ่งแต่ต้องกระทำตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง” ผู้ที่อยู่ในภาวะเช่นนี้ย่อมได้รับผลกระทบทางลบทั้งต่อตนเองและต่อผลการปฏิบัติงาน

 ผลกระทบต่อตนเองคือจะเกิดอาการทางกายที่เป็นผลมาจากจิตใจ อย่างเช่น มีปัญหาเรื่องการนอนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติจะมีอาการท้องอืด ท้องผูก อาหารไม่ย่อย ระบบขับถ่ายปรวนแปร ปวดศีรษะ หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ความอดทนต่ำกว่าปกติ เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างคือไม่มีใครอยากจะอยู่ใกล้ สัมพันธภาพกับผู้อื่นก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย ในประเด็นของผลการปฏิบัติงานนั้นจะเป็นไปในลักษณะของการทำงานแบบพอผ่าน ขาดความสนใจใส่ใจในการทำงาน ไม่ได้คำนึงว่าภารกิจที่ทำจะบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือไม่ 

 “ผมไม่เข้าใจว่าเขาจะเอาอะไรกันนักหนา” นายตำรวจบ่นระบายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดภายหลังได้รับคำสั่งให้เข้าประชุมเพื่อรับนโยบายในการปฏิบัติงานช่วงเทศกาลสงกรานต์ งานสำคัญอีกงานหนึ่งที่พวกเขาโดนคาดโทษว่า “หากไม่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดจะถูกพิจารณาข้อบกพร่อง” นายตำรวจขยายความว่า พวกเขาอยากให้นายทำความเข้าใจวิถีชีวิตในการทำงานของพวกเขาบ้าง จัดลำดับความสำคัญว่าภารกิจใดงานใดใครจะต้องปฏิบัติและเปิดโอกาสให้เสียงของผู้ปฏิบัติได้เข้าไปสู่วิธีคิดในการวางแผนงานบ้าง

 “ตั้งด่านเรื่องการชุมนุม 8 ชั่วโมง พัก 8 ชั่วโมง ระหว่างที่พักก็ต้องระวังและติดตามคดีอาชญากรรม และนี่ยังเรียกประชุมไปนั่งฟังทั้งวัน ทำไมต้องเรียกประชุมด้วยบางเรื่องสั่งการมาเลยไม่ได้เหรอ” การบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์ยังคงดำรงอยู่ในวงการทำงานของตำรวจไทยและเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการพัฒนาระบบการทำงานและระบบการพัฒนาผู้นำ

 นายตำรวจระบายอีกว่า “เขาเรียกประชุมทุกระดับเลยนะ ผมไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันยากขนาดที่แต่ละระดับเขาเอามาถ่ายทอดสั่งการกันเองไม่ได้เลยหรือ ต้องไปรับฟังจากส่วนกลางเท่านั้นจึงจะเข้าใจเหรอ”

 คำพูดระบายบ่งบอกถึงความรู้สึกกดดันที่จะต้องปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เห็นด้วย แต่ไม่สามารถโต้แย้งขัดขืนได้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พึงพอใจในการทำงาน และย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและผลการปฏิบัติงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำพูดทิ้งท้ายของนายตำรวจคือ “ผมอยากรู้ว่าเขาทำเพื่อประชาชน เพื่อองค์การ หรือเพื่อตัวของเขาเอง?”

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข