
คาร์บอมบ์...การเมืองยกระดับ"วินาศกรรม"
เหตุคาร์บอมบ์ที่สถานบันเทิง "โพไซดอน" อาจจะดูไม่เกี่ยวกับการเมืองร้อนๆ หากว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในตระกูล "นาคาศัย" ซึ่งบุตรสาวคนหนึ่งที่ชื่อ "พรทิวา นาคาศัย" เป็นถึง รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่กำลังตกเป็นเป้าโจมตีอยู่ในขณะนี้ ?!!
ดังนั้น สิ่งที่ทุกคนมองข้ามตั้งแต่แรก ด้วยคิดว่าสถานบันเทิงชื่อดังบนถนนรัชดาภิเษกนี้ ไม่ใช่สัญลักษณ์ทางการเมือง ที่ตำรวจ-ทหารคุมเข้มอยู่ตามพื้นที่ชั้นในนั้น จำต้องคิดกันใหม่
โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่าจุดเกิดเหตุคาร์บอมบ์ อยู่ห่างที่เก็บถังแก๊สและคลังน้ำมันเครื่องปั่นไฟไม่เท่าไร หากแรงระเบิดมากพอไปถึงถังแก๊สจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะเป็นการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่หลวงมากกว่าที่จะเสียหายเพียงเล็กน้อยเช่นที่เป็นอยู่
อย่างไรก็ดี 9 โมงเช้า วันที่ 5 เมษายน 2553 นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเก็บกู้วัตถุระเบิด บก.สปพ.ได้เข้าตรวจสอบอย่างละเอียด จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถลงความเห็นได้ว่า เป็นระเบิดทีเอ็นทีหรือซีโฟร์ รวมถึงจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือหรือนาฬิกาดิจิทัล แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือระเบิดถูกวางไว้ตรงเบาะหน้าซ้ายข้างคนขับ แรงระเบิดทำให้รถขาดเป็นสองท่อน เสียหายทั้งคัน และเกิดหลุมขนาดใหญ่ 70x80 เซนติเมตร
ชุดสืบสวนตรวจสอบรถคันดังกล่าวพบว่า เป็นรถโตโยต้า โคโลน่า ทะเบียน กอ 7048 เชียงใหม่ เลขตัวถัง ST150-9014595 เลขเครื่องยนต์ 4AC-094193 เมื่อตรวจสอบข้อมูลผ่านระบบโปลิศที่เชื่อมต่อกับกรมการขนส่งทางบกพบว่า หมายเลขเครื่อง หมายเลขตัวถัง และทะเบียนตรงกันทุกอย่าง ก่อนจะถูกนำมาใช้เป็นคาร์บอมบ์อยู่ในความครอบครองของ ด.ต.นายหนึ่ง สังกัด กก.สส.ภ.5 ซึ่งเปิดเต็นท์รถยนต์มือสองเป็นอาชีพเสริมมานานแล้ว
เบื้องต้นชุดสืบสวนเชื่อว่าไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่ข้อมูลที่ได้ก็เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนพอสมควร คือ ด.ต.คนนี้ซื้อรถคันนี้มานานหลายเดือนแล้วในราคา 2 หมื่นบาท โดยจอดทิ้งไว้ที่เต็นท์รถยนต์ของตัวเอง กระทั่งไม่กี่วันก่อนมีคนมาติดต่อขอซื้อ จึงนำไปทำความสะอาด ปะผุ และตกแต่งให้อยู่ในสภาพใช้ได้แล้วเสนอขายในราคา 5 หมื่นบาท แต่ผู้ซื้อ (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล) ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ แขนคอก ขอต่อรองเหลือ 47,000 บาท
เมื่อตกลงกันได้ผู้ซื้อได้ทิ้งเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้ติดต่อ 1 เบอร์ แล้วขับรถออกไปเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2553 กระทั่งมาพบว่าถูกนำไปใช้ในเหตุคาร์บอมบ์ !?!
ในขณะที่ชุดสืบสวนอีกชุดได้ไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดในละแวกสถานที่เกิดเหตุจนได้ความว่า รถระเบิดขับเข้ามาในโพไซดอนเวลา 22.12 น.วันที่ 4 เมษายน 2553 หลังจากนั้นเวลา 22.18.45 น.กล้องวงจรปิดของโพไซดอนเหนือจุดจอดรถสามารถจับภาพชายคนหนึ่งลงจากรถ แล้วเดินเลาะข้างสถานบันเทิงเลี้ยวซ้ายตรงไปสวนหย่อมหน้าประตูทางเข้าใหญ่ออกประตูทางเข้าเล็กไปทางซอยรัชดาภิเษก 17
แม้บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าจะมีกล้องวงจรปิดติดอยู่ถึง 3 ตัว คือ บริเวณมุมซ้าย ขวา และตรงกลางก็ตาม แต่แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งสวนไปมาบนถนนรัชดาภิเษก ส่องตรงเข้ากล้องจนทำให้มองไม่เห็นภาพบุคคลต้องสงสัยคนเดิมได้เลย
อย่างไรก็ดี ยังมีพยานเห็นเหตุการณ์อีก 2-3 ปากให้การตรงกันว่า ชายต้องสงสัยที่ขับรถระเบิดเข้ามาอายุประมาณ 30 กว่า สูงราวๆ 165 เซนติเมตร ไว้ผมรองทรงสูงสั้น สวมเสื้อเชิ้ตปล่อยชายทับเสื้อยืดคอกลมสีขาว กางเกงทรงรถถังมีกระเป๋าข้างทั้งซ้ายและขวา ขับรถเข้ามาตอน 22.12 น.ตรงเข้าไปยังจุดเกิดเหตุ พนักงานรับรถพยายามไปเปิดประตู แต่ชายคนดังกล่าวไม่ยอมลง เพราะกำลังคุยโทรศัพท์อยู่นานราว 5-6 นาที แล้วจึงลงจากรถเดินไปที่ประตูเหมือนจะเข้าไปใช้บริการ
ต่อมาเวลา 23.55.48 น.เกิดเหตุระเบิดขึ้น แต่วงจรปิดจับได้เพียงภาพแรงระเบิดอย่างรุนแรงเท่านั้น !?!
ข้อมูลที่ได้มายังไม่เพียงพอ ชุดสืบสวนจึงขยายวงไปสอบหาพยานเพิ่มเติม จนพบ รปภ.ธนาคารธนชาตฝั่งตรงข้ามโพไซดอน 3-4 ปากให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า เวลาประมาณบ่าย 4-5 โมงครึ่ง วันที่ 4 เมษายน 2553 ก่อนเกิดเหตุ 7-8 ชั่วโมง พบเห็นชายต้องสงสัยคนหนึ่งเดินทางเข้ามาในพื้นที่แบงก์ ชุดที่แต่งคล้ายกับชุดหมีสีน้ำเงิน แขนเสื้อทั้งสองข้างปักสัญลักษณ์ของหน่วยงานด้านวัตถุระเบิดแห่งหนึ่ง แต่ไม่ใช่ของตำรวจ เดินเข้ามาหยุดที่สวนหย่อมมองตรงไปยังฝั่งตรงข้าม แล้วพูดวิทยุสื่อสารกับใครไม่ทราบ
สาเหตุที่เชื่อมั่นว่าเป็นอาร์มสัญลักษณ์ของหน่วยงานด้านวัตถุระเบิด เพราะหนึ่งใน รปภ.ที่เห็นเคยเป็นทหารพรานอยู่นานกว่า 20 ปี ?!!
นอกจากนี้ ยังมีชายอีกคนยืนอยู่บริเวณปากซอยรัชดาภิเษก 17 ชะเง้อมองแนวกำแพงไปยังโพไซดอนไม่ทราบสาเหตุ ทั้งสองใช้เวลาอยู่ประมาณ 3-4 นาทีก็กลับออกไป แม้จะสงสัยแต่ทั้งหมดก็ไม่กล้าเข้าไปสอบถามว่า มาทำอะไรที่แบงก์ แต่เชื่อว่ากล้องวงจรปิดหน้าแบงก์น่าจะบันทึกภาพเอาไว้ได้ ขณะนี้ ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบอยู่
เจ้าหน้าที่นำข้อมูลมาร่วมกันวิเคราะห์สรุปได้ว่า ชายแขนคอกขับรถจากเชียงใหม่ 3 เมษายนตรงเข้ากรุงเทพฯ พักที่ไหนสักแห่งให้ผู้เชี่ยวชาญประกอบระเบิด แล้วส่งชุดชี้เป้ามาดูสถานที่ ติดต่อสั่งงานผ่านวิทยุสื่อสาร กำหนดจุดจอดริมกำแพงหลัง ซึ่งมีถังแก๊สจำนวนมากและคลังน้ำมันเครื่องปั่นไฟอยู่ แต่เมื่อถึงเวลาลงมือจริง มีรถนักท่องเที่ยวจอดเยอะมาก แผงเหล็กกั้นถูกร่นออกมาด้านนอก รถระเบิดไม่สามารถเข้าไปจอดยังจุดกำหนดได้ เลยโทรคุยกับผู้สั่งการตามที่พยานพบเห็น จึงปล่อยเลยตามเลยลงจากรถออกประตูเล็กแล้วมีคนมารับไป
"ถ้าไม่เจอแผงเหล็กกั้นร่นออกมาแล้วรถไปจอดยังที่เก็บถังแก๊ส ถ้าระเบิดขึ้นไปติดถังแก๊สและคลังน้ำมันเครื่องปั่นไฟมันจะกลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ สร้างความเสียหายมากกว่านี้" หนึ่งในชุดเก็บกู้ระเบิดให้ความเห็น



